ตอนที่ 8 - Mission (in)complete
 
--------------------------------------------


14 July 2014
 
เนื่องเมื่อวานปั่นตากฝนกลับมา
พอตื่นเช้าร่างกายเริ่มไม่ค่อยจะแจ่ม
 
คำนวณร่างกายตัวเอง...
 
ว่าจะสามารถปั่นไปสถาบันฝั่งรังสิตตามกำหนดการเดิมได้หรือไม่
 
ที่วางแผนไว้มี 2 ที่ คือ
 
 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
 
และ
 
สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) 
 

 
 
ซึ่ง มธ. รังสิต เท่าที่ผมได้ยินมา
 
มีจุดเด่นเรื่องระบบกายภาพให้เหมาะสมกับการใช้จักรยานในมหาลัย
แล้วศูนย์มีจักรยานให้เช่า (คล้ายๆ ม.มหิดล ศาลายา)
 
มีโครงที่เป็น Gimmick คือ
 
"โครงการจักรยานคันแรก"
 
(ล้อชื่อไปตามโครงการรถคันแรกของรัฐบาลยุคก่อนหน้า)
 
ปี 1 ซื้อจักรยานมาใช้งานในมหาลัย ได้เงินคืนจำนวนนึง
(แบบซื้อรถยนต์แล้วได้รับค่ายกเว้นภาษี ประมาณนั้น)
 
 
ส่วน...
 
 
สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
 
มีจุดเด่นที่ผมได้ยินมา คือ
 
คนส่วนใหญ่ในมหาลัยใช้จักรยานในการสัญจรเป็นหลัก
 
แถมใช้จักรยานมาเป็น 10 ปีแล้ว
 
 
"ใช้ก่อนมีกระแสจักรยานบูมเสียอีก"
 
 
จึงเป็นที่มาว่าทำไมผมจึงจัดกำหนดการทัวร์ 2 มหาลัยนี้
 
 
แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ผมมองว่า
ปั่นไปกลับจากที่พักไปรังสิต มันก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เท่าไหร่
 
มัน 50-50 อยู่นะ
นี่ต้องเผื่อแรงเดินทางกลับอีกนะ
 
ขั้นแรกผมเลยตัดสินใจว่าอาจจะนั่งรถเมล์ไป
แต่ด้วยไม่ได้ทำการบ้านตรงนี้มาละเอียดพอ
 
ประกอบกับ ถ้าผมไปถึง มธ.รังสิต แล้ว
ถ้าไม่มีใครพาทัวร์
 
หรืออย่างน้อยๆ ต้องมีจักรยาน
 
คนพาทัวร์นี้ไม่ซีเรียส
 
 
แต่ถ้าไปตัวเปล่าแล้วหาจักรยานทัวร์ข้างในไม่ได้
 
 
การเดินทางมาครั้งนี้ก็เป็นการเดินทางมาเก้อ!!!
 
 
จึงตัดสินใจขั้นสุดท้าย...
 
 
 
ยกเลิกการทัวร์สถาบันแถบรังสิต!!!!
 
 
 
 
แล้วเปลี่ยนกำหนดการไปนั่งที่ Cafe Velodome แทนครับ :)
 
 
 
นั่งเรื่อยๆ เผื่อใครมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน
มาไม่มาผมก็ไม่ซีเรียสอะไร
 
ถือว่านั่งชิลๆ พักร่างกายไปในตัว
 
 
พอใกล้หมดเวลากำหนดการ...
ผมจึง Message ไปหาน้องคนนึง
 
ซึ่งเป็นน้องที่อยู่สำนักพิมพ์ a book
 
ว่าประมาณเที่ยงๆ บ่ายๆ อาจจะเข้าไปหา
แต่น้องเค้าไม่อยู่ office ช่วงนั้น กะว่าจะเข้ามาช่วงบ่ายๆ
 
ก็ OK เจอก็ดีไป ไม่เจอก็ไม่เป็นไร :)
 
จนสุดท้ายหลังจาก Cafe Velodome
 
ผมก็ตัดสินใจ
 
 
ไปเหยียบถิ่น "a day"
แบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้าครับ :)

 
ขั้นแรกก็ปั่นจักรยานกลับที่พักก่อน
แล้วค่อยใช้บริการระบบขนแทนครับ 
 
 
ตอนแรกก็วางแผนว่าจากที่รามบุตรี จะไปต่อ BTS พญาไทยังไงดี?
 
ตอนแรกถามตุ๊กๆ
โดนราคาเข้า 150 บาท
 
ผมขอบายๆ เซย์กู๊ดบายครับ
 
หรือเพราะเห็นผมใส่เอี๊ยม
แล้วแถมหน้าผมคล้ายคนญี่ปุ่นหรือเปล่านะ?
 
เลยคิดราคาแบบพิเศษ (แพงเป็นพิเศษ)
 
จากนั้นก็เล็งๆ ดูมอไซค์รับจ้างปากซอยนึง
 
ตอนแรกบอก 100 บาท
แต่ผมต่อรองสุดท้ายได้ 80 บาท
 
ตกลงราคาก็บึ่งจากละแวกรามบุตรีไปยัง BTS พญาไท
 
 
ครั้งนี้ถือว่าเป็นการนั่งวินมอไซค์ในบางกอกครั้งแรกในชีวิต

สิ่งนึงที่ผมนับถือวินในบางกอก คือ...
 
ทักษะในการขับทำเวลายอดเยี่ยมมาก
เจอรถติด ทั้งมุด ทั้งแทรก ลัดทางนู้น ตัดทางนี้ คล่องมากๆ
 
 
Skill ถือว่าเทพจริงๆ \m/
 
 
บางคนอาจจะหวาดเสียวหน่อย
แต่สำหรับผมที่ต้องทำเวลาถือว่าพอใจมากๆ ครับ
 
 
มาถึง BTS พญาไท แล้วก็ขึ้นไป
นั่งไปแล้วจำไม่ได้ลงที่สถานีอะไร
 
จำได้แต่ว่าต้องไปต่อ Airport Link แล้วลงที่สถานีมักกะสัน
 
นี่ก็เป็นครั้งแรกอีกที่ได้ขึ้น Airport Link :)
พอเข้าไปแล้วหยอดเหรียญได้เหรียญไปแตะประตู
 
ได้อารมณ์เหมือน MRT เลยแฮะ
 
พอขึ้นบนชานชาลาทาง ก็รอเรื่อยๆ
พอขบวนเทียบก็เข้าไป
 
พอถึงสถานีมักกะสันแล้ว....
 
ยังไม่ถึงครับสำนักพิมพ์ครับ
เพราะสำนักพิมพ์อยู่แถวๆ ซอยศูนย์วิจัยอะไรซักอย่าง
 
ก็ต้องอาศัยพี่วินต่อครับ
คราวนี้ขอ 50 บาท
 
แม่เจ้าาาาาาา
 
นี่โดนค่าวินมอไซค์ขาไปขาเดียว 130 บาท T_T 
 
 
แต่พี่วินบางกอกก็ skill เทพ ครับ
ทั้งมุด ทั้งแทรก ทั้งตัด ทำเวลาได้ดั่งใจมากๆ
 
จนสุดท้ายก็ถึงสำนักพิมพ์ประมาณ เที่ยงกว่าๆ
 
 
ลงจากวิน
 
พี่ยามกับ messenger
ก็ทักทายต้อนรับเป็นอย่างดี :)
 
พี่ยามเห็นผมเดินทางมาเหนื่อยๆ ถึงกับบริการเสริฟน้ำให้ :)
จากนั้นผมก็บอกว่า ผมมาจากหาดใหญ่
 
จะมาเยียมทีม a book
 
เพราะตอน a book ล่องใต้ ก็มาเยี่ยมหาดใหญ่
แต่คราวนี้ผมถือว่ามีเยี่ยมทีม a book กลับบ้าง
 
แบบที่ชมรมจักรยเพื่อสุขภาพฯ มาเยือนหาดใหญ่
แล้วทางทีมหาดใหญ่ต้อนรับ
 
ผมมาบางกอก ทางชมรมฯ ก็บอกว่าคราวที่แล้วหาดใหญ่ต้อนรับ
คราวนี้ขอต้อนรับทีมหาดใหญ่กลับบ้าง :)
 
แต่กับเหล่าทีม a book
 
ผมมาถูกที่แล้วครับ...
 
แต่ดันมาผิดเวลาว่ะ !!!!
 
 
ก็ทีมเค้าพักเที่ยงกันครับ
 
 
แต่ผมก็ไม่ซีเรียสอะไรมาก
 
มาเหยียบแล้ว ถือว่าได้มาเยือนถิ่นคืนแล้วล่ะ :)
 
แล้วความตั้งใจผมที่มาที่นี่คือ
 
 
มาซื้อ a day Human Ride
ฉบับย้อนหลังครับ :)
 
ผมก็ติดต่อ counter ว่าจะซื้อ
แต่คนส่วนใหญ่ก็ไปพักเที่ยงกัน
 
ก็ติดต่อประสานงาน แล้วแจ้งรอสักครู่
 
ระหว่างรอ....
 
ผมก็หยิบแผนที่มาวางแผนเส้นทางปั่นจากที่พักไปยังหัวลำโพง
 
 
โยงนู้น โยงนี่ พูดคนเดียวพึมๆ พำๆ ไปเรื่อย
 
จนในที่สุด มี 1 ในทีม a book ที่เพิ่งทานข้าวเสร็จเข้ามาทักทาย :)
ต่างคนต่างคงจะจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร
 
ผมจำได้ว่าเป็นทีม a book
เพราะใส่เสื้อทีมเป็นเสื้อลายขวางขาว-ดำ แบบทางม้าลาย
 
แต่เค้าคงจะอาจจำผมไม่ได้
เพราะผมไม่ได้ออกตัวว่าผมเป็นใคร
แค่บอกว่ามาจากหาดใหญ่ มาเยี่ยมทีม a book  :)
 
จากนั้นไม่นาน.....
 
 
ก็มีพี่คนนึงรีบถือหนังสือที่สั่งมาให้อย่างหอบ!!!
 
"เห็นว่าจะรีบกลับ เลยรีบไปหาในโกดังแล้วรีบจัดให้"
 
 
โอ๊ย...
 
รู้สึกผิดขึ้นมาในบัดดลที่มาใช้บริการตอนพักเที่ยงแบบนี้ T_T
 
 
 
จากนั้นก็ขอบคุณ แล้วกล่าวลา
 
 
คราวนี้ พอขากลับนี่สิ...
 
ซอยเข้ามาก็ลึก รถก็ไม่ค่อยได้เข้ามาถี่ๆ
 
จะทำไงดี?
 
 
ถาม messenger ประจำสำนักพิมพ์
ก็บอกว่าหารถลำบากหน่อย
 
ผมรออยู่พักนึงพี่แกก็บอกกับผมว่า...
 
 
"พี่ๆ รอแป๊บนึงนะ" 
 
 
จัดแจงรีบปลดหนังสือที่บรรทุกอยู่ท้ายเบาะมอไซค์ออก
 
แล้วก็บอกผมประมาณว่า
 
 
มา เดี๋ยวผมไปส่งให้ :)

 
แม่เจ้า....
 
น้ำตาแทบไหลพรากๆ T_T

 
จากนั้นก็บึ่งจากสำนักพิมพ์ไปยัง Airport Link มักกะสัน
 
ผมก็ถามชื่อพี่เค้า 
 
ได้ความว่าพี่เค้า "พี่ไก่" ครับ :)
 
พี่แกเป็น messenger ประจำสำนักพิมพ์
พอเลิกเสร็จจากงานก็มารับจ๊อบเป็นวินต่อ :)
 
ระหว่างทางผมก็ถามเรื่องค่าวินจากที่พักมาพญาไท
พี่ไก่บอกว่า 80 บาท เป็นราคากลางๆ ที่ไม่แพงเกินไป
 
จากนั้นพี่แกก็พูดโปรยๆ ถึงงาน a day bike fest
ปีที่จัดผ่านมาที่ Airport Link มักกะสัน
 
แล้วก็ถือโอกาสเชิญชวนมางานในปีนี้ครับ :)
 
ซึ่งผมก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าปีนี้จะมาหรือไม่มา
ความจริงคือผมก็อยากมานั้นแหล่ะ
 
แต่อาจจะมีปัจจัยอะไรซึ่งอาจจะทำให้ผมมาได้หรือไม่ได้
 
 
สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิตแล้วกัน :)

 
 
 
พอถึง Airport Link แล้ว ผมก็ขอบคุณพี่เค้า
แล้วรีบขึ้นขบวน แต่สุดท้ายก็
 
 
 
เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!
กุขึ้นไม่ทัน T_T
 
 
 
ต้องรอขบวนถัดไปมา
 
ซึ่งต้องเสียเวลารออีก 15 นาที
 
อารมณ์ตอนนั้นคือ...
 
 
กุรีบโว้ยยยยยยย...
เมืื่อไหร่กว่าจะมาาาาาา
 
เดินวนไปวนมา กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข
 
 
เชี่ย....เมื่อไหร่จะมา เมื่อไหร่จะมาๆๆๆๆๆ  - -"
 
เวลาผ่านไป 1 นาที
แต่อารมณ์มันเหมือนผ่านไป 5 นาที
 
จนพอถึงเวลา รถไฟถึง ก็รีบเข้าอย่างว่อง
ลง Airport Link แล้วต่อ BTS ลงพญาไท
 
แล้วต่อไปก็กลับที่พัก
 
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นพี่วินครับ

แต่เที่ยวนี้ขอร้อยนึง
ต่อไม่ได้บาทเดียว
 
เนื่องจากผมรีบ เลยตอบตกลงไป
Skill พี่วินก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง
 
สุดท้ายก็พามาจนถึงที่พักครับ :)
 
 
จากนั้นก็รีบจัดแจงกระเป๋า
แล้ว check out ออกจากที่พัก
 
เพื่อปั่นไปสถานีรถไฟหัวลำโพง 
 
 
ตอนแรกก็ปั่นไปตามเส้นทางวางแผน
แต่ปั่นไปท่าไหนไม่รู้ ดันเข้าถนนเจริญกรุง
 
ซึ่งสภาพการจราจรช่วงบ่ายแดดเปรี้ยงๆ ตอนนั้นคือ
 
ขออนุญาตนะครับ...
 
รถติดเหี้ยๆ ครับ T_T

 
ก็ปั่นประคอง เลียบๆ เคียงๆ เลนซ้ายไปเรื่อยๆ
 
 
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจอย่างนึงคือ
 
ถนนไม่ได้กว้างอะไร
แต่ทำไมรถเมล์ถึงกระจุกวิ่งเส้นนี้จังวะ?
 
คือมันเยอะเกินความจำเป็น
เยอะจนระบายไม่ทัน
 
รถยนต์จอดติดแหง่กๆ

แต่จักรยานสามารถปั่นลัดเลาะ
ซอกแซก เข้าซอยตัดเบี่ยงลัดได้


ถึงแม้ว่าอากาศร้อน
แต่สามารถแซงรถยนต์ที่ติดแหง่กไม่ขยับเขยื่อน

มันเป็นอะไรที่ฟินมากๆ เลยล่ะ :)


ปั่นฝ่าการจราจรไปเรื่อยๆ ตั้งหลักหาทางไป ถ.พระราม 4 ให้เจอ
เพราะถ้าเจอทางไป ถ.พระราม 4 ก็เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงหัวลำโพง :) 

และในที่สุดก็ฝ่าการจราจรมาถึงสถานีหัวลำโพง :)

 

Mission (in)complete :)

 


 

จากนั้นก็ไปทำเรื่องเสียค่าระวาง
เสียประมาณ 110 หรือ 120 บาท (จำไม่ค่อยแม่น)

พนักงานบอกว่า

ถ้าเอาขึ้นโบกี้ต้องขนขึ้นเอาเอง

แต่ตอนขาลง ผมแจ้งไปว่าขอให้พนักงานยกลงนะ
แล้วก็เสียเงินอีก ไม่แน่ใจว่า 20 หรือ 30 แล้วจำไม่แม่น

จากนั้นก็เข็นจักรยานขึ้นโบกี้ที่อยู่ฟากหน้าสุด
จัดแจงผูกให้แน่นหนากันจักรยานเคลื่อนสะเทือน

จัดการจักรยานเสร็จ ก็จัดการหาซื้อของกินในสถานีตุนไว้
จากนั้นก็หาที่นั่งบนรถไฟ

ขาไปทรมาณกับชั้น 3


ขากลับขอนอนชั้น 2 พัดลมแล้วกัน :)


ระหว่างที่รอขบวนออกจากสถานีนั้น

มี "พี่ปอจากแก๊งค์ DG" ตามมาส่งครับ :)

เร่งมาอย่างด่วน กระเตงลูกชายมาด้วย
ตอนแรกกลัวว่าจะไม่ทัน

แต่ในที่สุดก็ทันครับ :)

แล้วก่อนจากก็มอบของที่ระลึก

เป็น....


ลำโพงแขวนจักรยาน
ขนมไว้โหลดคาร์โบระหว่างเดินทางกลับครับ :)

 

ขอบคุณมากๆ เลยครับ ซึ้งมากๆ T_T

พอรถออกจากสถานีก็....


บ๊ายบายยยยย
หวังว่าคงจะได้เจอกันอีก :)

 
 
 
ตอนนั่งรถไฟ มีลุงท่านนึงนั่งอยู่ข้างหน้าผม
ผมก็ทักทายกันไป แต่พอทักทายเสร็จ
ต่างคนก็ต่างมีโลกส่วนตัว
 
จนกระทั่งผมเริ่มสนทนาก่อน
 
ถามว่าลุงลงที่ไหน
ลุงก็ตอบไปว่าลงสถานีควนเนียง :)
 
ผมก็เล่าเรื่องของผมว่าผมลงหาดใหญ่
พาจักรยานมาปั่นทัวร์ในบางกอก ไปเจอนู้นนี่ บลาๆๆๆ
 
หลังจากนั้นลุงก็ตอบกลับมาประมาณว่า
 
 
"นี่ลุงก็ปั่นจักรยานเหมือนกันนะ"
 
 
คราวนี้ก็คุยกันถูกคอตามภาษาคนปั่นจักรยาน :)
 
 
คุยได้พักใหญ่ๆ
ผมก็หยิบหนังสือ "แค่ (ลา) ออกมาปั่น" ของพี่แนนให้
 
แล้วก็เล่าว่า
ไปบางกอก ไปขอลายเซ็นเจ้าของหนังสือมา
 
ลองอ่านดูได้ครับ :)
 
 
ลุงก็ลองอ่านดู
 
ดูท่าทางแล้วตั้งใจอ่านมาก
เหมือนโดนมนต์สะกด
 
อ่านจนใกล้จะค่ำ
ใกล้เวลาที่พนักงานเริ่มจัดเปลนอน
 
สุดท้ายก็อ่านแบบม้วนเดียวจบ
 
 
ได้รับ comment กลับมาว่า
 
"หนังสืออ่านสนุกมากๆ อ่านเพลินดี"
 
 
จากนั้นก้ถึงเวลาค่ำ
เจ้าหน้าที่จัดแจงปูเตียงนอนแล้ว
 
ผมนอนอยู่ชั้นบน
 
ใส่เสื้อเอี๊ยม แถมเป็นชั้นพัดลม
ตอนแรกร้อนมากๆ แทบเหงื่อออกเลย
 
แต่พอปรับตัวเข้ากับอากาศได้แล้วคราวนี้ก็ Ok
 
ก็จัดแจงอ่านหนังสือ
 
คืนนี้มีให้เลือกหลายเล่มเลยแฮะ
 
 
อ.ธงชัย จากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพฯ มี 4 เล่ม
a day Human Ride 3 เล่ม
ของพี่แนนอีก 1 เล่ม
 
อ่านจนพอง่วงนอนเข้าที่ สุดท้ายก็หลับไป
 
 
--------------------------------------------


15 July 2014
 

เช้าแล้วยังนอนอยู่บนรถไฟ
นอนเรื่อยๆ


จนพนักงานมาจัดมาจัดที่เหมือนบังคับกลายๆ ให้ต้องตื่นนอน

 

ก็ล้างหน้าแปรงฟัน 

จำไม่ได้แล้วว่ามื้อเช้าทานอะไรไป

 

รู้แต่เพียงว่า จะถึงหาดใหญ่ในวันนี้แหล่ะ :)


แต่ก่อนถึงหาดใหญ่
ลุงที่นั่งด้วยกันก็ลงที่สถานีควนเนียง

 

ก็กล่าวลากันไป :)

 

จากนั้นก็รออีกไม่กี่สถานี ก็ถึง

 

สถานีชุมทางหาดใหญ่

 

ถึงซะที
คงจบเกมแล้วมั้ง....

 

แต่ยังไม่จบ!!!!

 

 

คือเนื่องจากว่าผมใช้บริการให้พนักงานขนจักรยานลงสถานี

คือแบบจอดลงสถานีนานแล้ว


รอนานมาก
ทำไมจักรยานไม่มาซะทีวะ????

 

ร่างกายก็ล้าๆ แถมอารมณ์ตอนนั้นเซ็งมากๆ เซ็งสุดๆ


ผมก็แถวๆ ไปที่โต๊ะเจ้าหน้าที่ขนของ

เดินวนไปเวียนมา เดินแบบทำหน้าเซ็งๆ
ตอนนั้นผมใส่หมวกกันน็อคจักรยาน

เดินทำหน้าเซ้งๆ เดินไปเดินมาแถวๆ นั้นแหล่ะ

พนักงานแกก็พูดถามภาษาอังกฤษใส่ประมาณ
 

You find your bicycle?


เห็นหน้าผมแล้วคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นสินะ?

อ่าห์...

เห็นหน้ากุเป็นคนญี่ปุ่นดีนัก
งั้นใช้ความที่หน้าเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เป็นประโยขน์

ผมก็เนียนครับ


ตอบกลับไปว่า Yes

แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่า

"Wait a munite"

เนียนได้ผลแฮะ ฮ่าๆๆๆๆ :P

จากนั้นรถไฟออกจากสถานีไม่นาน จักรยานก็มาพอดี
ก่อนออกก็ต้องเสียค่าเข็นอีก 20 บาท (ดีที่คิด rate ไทย)

ผมก็ยังเนี่ยนๆ ไป

ตอบ Thank youๆ :)

 

จากนั้นผมก็เข็นจักรยานออกไป


เป็นอันว่ากลับถึงหาดใหญ่อย่างเป็นทางการแล้วครับ :)

 

 


ร่างกายผมเพลียมาก
ก่อนปั่นกลับที่พัก ขอนอนพักเอาแรงที่ร้านกาแฟแห่งนึงก่อน

พอเรี่ยวแรงมา ผมก็ปั่นกลับที่พักอย่างปลอดภัย :)

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

 

จบ trip แล้ว แต่ประสบการณ์ที่ได้เยือนบางกอกด้วยจักรยานครั้งนี้


เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากๆ


ได้ประสบการณ์อันมีค่า ได้ทั้งมิตรภาพกลับมา

แถมได้แรงบันดาลใจ
ได้แนวคิดหลายๆ อย่าง

ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผมเพียงคนเดียว
ผมเลยนำมาถ่ายทอด เล่าสู่กันฟัง

ถึงเวลาอันสมควรแล้ว
คงต้องขอจบเรื่องราวการเดินทางบางกอกครั้งนี้

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้เกียรติติดตามอ่าน

ไม่ว่าจะอ่านนิดอ่านหน่อย
หรือติดตามตลอดทุกตอนจนถึงตอนจบ

 

ขอบคุณมากๆ ครับ -/\-

 

 

 

 

 


 

 

SammieChinmai   :)


 

 

--------- The End ---------


ป.ล. ขอบคุณของที่ระลึกและภาพประกอบจากพี่ปอ DG ครับ :)


 

edit @ 13 Aug 2014 17:34:58 by SammieChinmai

edit @ 13 Aug 2014 17:36:56 by SammieChinmai

ตอนที่ 7 - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
 
--------------------------------------------


13 July 2014
 
ก่อนจากสนามกีฬาหัวหมาก
ก็ได้วางแผนเส้นทางปั่น 
 
พร้อมแจ้งทางกลุ่ม ม.เกษตรฯ บางเขน
 
ว่าอาจจะเข้ามาถึงช้าหน่อย
 
แล้วคุณกอล์ฟ ก็ปั่นนำทางไปส่งช่วงนึง
ก่อนที่จะแยกจากกัน

จากนั้นผมกับ อ.สงกรานต์ ก็ปั่นมุ่งหน้าต่อ
 
เพื่อไปยัง 
 
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

 
เส้นทางไปผมจำไม่ค่อยได้เท่าไหร่
แต่จำได้คร่าวๆ ว่าต้องปั่นทะลุ โชคชัย 4 
 
ด้วยความที่มโนเอาเองว่า
โชคชัย 4 คงเป็นซอยสั้นๆ มั้ง น่าจะปั่นทะลุแป๊บเดียว
 
ที่ไหนได้ ยาวโคตรๆ
แถมมีซอยย่อยยิบเกือบร้อยซอย
 
ถึงกับอึ้งไปเลย
 
แสดงถึงความบ้านนอกชิบหายกู T_T

และอีกที่นึงที่พอจำได้คือ
 
 
ถ.ประดิษฐ์มนูญธรรม
 
อาจารย์สงกรานต์ได้โปรยหัวไว้ว่า
 
นี่คือเลนจักรยานเส้นแรกๆ ของ กรุงเทพฯ
และด้วยสภาพที่มีรากต้นไม้แทงใต้ดิน
ทำให้ผิวเลนจักรยานไม่ราบเรียบ
 
จนเป็น
 
เลนจักรยานวิบาก
 
ซึ่งมันก็อย่างที่อาจารย์ว่าจริงๆ
แทบหาทางเรียบๆ ไม่เจอเลย
 
มีแต่ผิวถนนแตก เพราะรากต้นไม้ดัน
 
มีมอไซค์แอบใช้เลนวิ่งบ้างประปราย
(ก็ตามวิสัยทำอะไรตามใจคือไทยแท้ล่ะครับ)
 
ถ้าจะหาที่ทางซ้อมจักรยานแนวเสือภูเขาในเมืองกรุง
ไม่ต้องไปหาสนาม track ไกลๆ เลย
 
เลนจักรยานเส้นประดิษฐ์มนูญธรรม
เส้นนี้แหล่ะ แนะนำเลยครับ - -"
 
 
จากนั้นก็ปั่นเข้าเส้นถนนพหลโยธิน ไปเรื่อยๆ 
เห็นประตูมหาลัย เลยหันไปถาม อ.สงกรานต์ว่า
ใช่ประตูพหลโยธินหรือเปล่าครับ?

อาจารย์ก็ตอบว่า
 
ใช่
 
 
จากนั้นจึงไม่ลังเล
เลี้ยวเข้าไปอย่างมั่นใจครับ :)
 


~~~ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  ~~~
 

วินาทีที่ปั่นเข้าประตูฝั่งพหลโยธิน 
ก็มีน้องๆ นิสิตมาต้อนรับอย่าดีครับ
สิ่งที่ทำตอนแรกเลยคือ 
 

ขอกินน้ำก่อน :)
 

น้องๆ ก็จัดให้อย่างดีครับ
 

น้องเต้ ผู้ประสานงาน
กลุ่มจักรยานนิสิต ม.เกษตร (KU Bicycle Club)
แนะนำตัว แล้วแนะนำสมาชิกน้องนิสิตในกลุ่ม
 
เสร็จก็สนทนาเสวนาพักเหนื่อยนิดนึง

ผมมองเห็นจุดจอดจักรยาน 
ซึ่งเมื่อก่อนเป็นจุดยืมจักรยาน มีจักรยานเต็มไปหมด :)
 
มียามรักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่
 
น้องๆ ก็เล่าว่า
มีปัญหาเรื่องจักรยานหาย
 
จักรยานหายในที่จอด?
แล้วจุดจอดนั้นมียามเฝ้า!!!
 
แล้วหายได้ยังไง?
 
 
คำตอบสั้นๆ คือ
 
ยามหลับ หลับยาม - -"
 
 
ก่อนออกทัวร์....
ขอถ่ายภาพกับสระพระพิรุณเป็นที่ระลึกครับ :)
 

จากนั้น น้องๆ ก็พาทัวร์ครับ :)
 
 
คล้ายๆ ตลาดน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีจัดงานอะไรก่อนนั้น :)
 
 
 
จุดแรก น้องๆ พาผมมาหน้าสถาบันเกษตราธิการ 
 
เพื่อไปชม
 
อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์
(อนุสาวรีย์สามเสือแห่งเกษตร)

ซึ่งถือเป็นผู้ริเริ่มสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครับ :)
 
 
 
 
ในแต่ละสถาบัน....
 
เมื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยว
ก็จะมีการ บนบานสานกล่าว
 
ขอให้สอบติด สอบผ่าน เรียนจบ จีบติด  บลาๆๆๆๆ
อะไรก็ว่ากันไป :)
 
เมื่อบนบานสานกล่าวแล้วทำสำเร็จ
 
ก็จะมีการถวายของแก้บนครับ :)
 
ส่่วนใหญ่ก็จะถวายตุ๊กตาไม้รูป "ไก่"
 
 
 
ไม่รู้ว่ามีที่มาอะไรยังไงถึงถวายไก่
แต่ผมว่ามันก็เข้ากับอะไรที่เป็นเกษตรๆ นะ
 
แต่ที่ผมงงเป็นไก่ตาแตกคือ...
 
มีหมากรุก / มีม้าลาย
 
เงิบมากๆ ว่ามันไปโยงถึงอะไรยังไงตรงไหน ^ ^"
 
 
 
 

 
แต่ก็แนว ก็น่ารักไปอีกแบบ ^ ^"


มาแล้วก็ต้องถ่ายเป็นที่ระลึกครับ :)
 
 
 
 
เป็นป้ายที่ให้ความสำคัญต่อ bike lane
ยานพาหนะอื่นฝ่าฝืนจอดขวางปรับ lock ล้อ ปรับ 500 บาท
 
แต่จากการบอกเล่า ก็มีคนฝ่าฝืนอยู่เรื่อยๆ
เจ้าหน้าที่ก็มา lock ล้อบ้าง ไม่ lock บ้างแล้วแต่โอกาสและอารมณ์ 
 
 
เห็นเส้น bike lane :)
 
 
จุดต่อมาก็ไปที่ทำการของ
กลุ่มกิจกรรมจักรยานนิสิต
 
ซึ่งอยู่ในอาคาร
 
สถานีวิทยุ ม.ก. ครับ :)
 
 
 
ถึงแม้ว่าในอดีตมหาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
 
 
โดยเฉพาะเรื่องการใช้จักรยานภายในมหาลัย
 
ซึ่งสมัยก่อนนั้นรุ่งเรืองมาก
จนเป็นมหาลัยที่ขึ้นชื่อมากๆ เรื่องการใช้จักรยาน
คือทั้งมหาลัยเต็มไปด้วยจักรยาน
 
แทบทุกคนในมหาลัย
ใช้จักรยานในการเดินทางสัญจรภายใน ม.เกษตร บางเขน ;)
 
แต่วิถีที่คนรุ่นก่อนทำมาค่อยๆ เลือนหายไป

คนรุ่นใหม่ก็ใช้รถยนต์มากขึ้้น
 
วิถีเครื่องยนต์ เข้ามาแทนที่
เบียดจักรยานตกขอบไป
 
พอกระแสจักรยานเริ่มกลับมา...
 
ปัจจุบันนี้เริ่มมีคนในมหาลัยเริ่มเห็นความสำคัญ
และตระหนักถึงเรื่องอดีตมหาลัยจักรยานที่เคยยิ่งใหญ่เกียงไกร
 
จะเห็นได้จากนิสิตกลุ่มกิจกรรมกลุ่มนี้ครับ :)
 
แต่กลุ่มกิจกรรมเพิ่งจะก่อตั้ง ตั้งไข่ได้ไม่นาน
 
ยังไม่สามารถตั้งชื่อเป็น "ชมรม" ได้

เพราะติดเงื่อนไขธรรมนูญนิสิต
กลุ่มกิจกรรมต้องมีการจัดตั้งและทำกิจกรรมอย่างน้อย 2 ปี
 
จึงสามารถจัดตั้งเป็น "ชมรม" อย่างเป็นทางการ
 
สามารถเขียนโครงการของบ
ไปไฝ้วเรื่องงบกลางที่ประชุมกับชมรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ :)
 
และสถานีวิทยุก็คงเห็นความสำคัญและความตั้งใจของนิสิตกลุ่มนี้
เลยแบ่งปันสถานที่ทำเป็นจุดสุมหัวสร้างกิจกรรมครับ :)
 
 
รกดี แต่ก็ดู real ดี :)
 
 
นอกจากนี้ จักรยานเสียมากจากไหน
ของมหาลัยหรือจากสมาชิกนิสิตท่านใดก็นำมาซ่อมที่นี่ครับ :)
 
 
จักรยานมหาลัยที่รอการซ่อมแซม :)
 
 
 
 
แต่ตอนนี้เท่าที่ดูใน facebook ในกลุ่ม
จัดห้องใหม่สะอาดเอี่ยมอ่อง วิ้งๆ ฟรุ้งฟริ้ง น่าดูชม :)
 
จุดต่อไปที่พาไปทัวร์
 
ไปดูที่จอดจักรยานครับ :)
 
 
มี 2 แบบ
 
แบบแรก แบบเก่าลักษณะ concept เดียวกับที่จอดจักรยานของ กทม.
 
 
 
 
คือ Lock ได้เฉพาะล้อ

ซึ่งเพียงแค่ถอดล้อออก ก็สามารถโจรกรรมได้สบายๆ
ยิ่งจักรยานดีๆ ราคาแพง เป็นแกน lock ปลดเร็วด้วย
 
แป๊บเดียว เสร็จโจร...
เหลือล้อเปล่าๆ ให้ดูเป็นต่างหน้า
 
พอเห็นข้อเสียเลยมีการปรับปรุงทำแบบใหม่แบบที่ 2
 
lock ได้ทั้งล้อและเฟรม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

จากนั้นน้องๆ นิสิตก็ขอสัมภาษณ์ 
จะฮาจะเกรียนขนาดไหน ไปดูกันครัช :P 
 
เบื้องหน้า
 
 
 
 
 
เบื้องหลัง :)
 
 
หลังสัมภาษณ์เสร็จ
ก็พาไปทัวร์ถนนสายตำนานในเกษตรฯ นั่นคือ
 
ถนนวิโรจอิ่มพิทักษ์
ถนนนี้ซึ่งมีฉายาว่า
 
"Loving Way"
 
WinkWinkWink
 
ก็ไปตามเลนจักรยาน
 
 
 
 
 
เส้นขาว-เขียว
 
บ่งบอกถึงเลนจักรยาน

บอกตรงๆ เกิดมาผมเพิ่งเคยเห็นนะ
 
เพราะเคยเห็นแต่เส้นขาว-แดง กับ ขาว-เหลือง
 
พอมาเห็นเส้นขาว-เขียว แล้วมันดูแปลกตาดี :)
 
 
 
ถึงแล้นนนนนนนนนน
 
Loving Way
 
WinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWink
 
:)
 
 
 
 
 
ตำนานเค้ากล่าวไว้ว่า
 
หนุ่มสาวคู่ไหนขี่จักรยานผ่าน Loving Way ตอนเที่ยงคืน
 
WinkWinkWink
 
"คู่นั้นจะเป็นแฟนกัน"

WinkWinkWink
 
แล้วถ้าตามสูตร
 
WinkWinkWink
 
"ต้องให้ผู้หญิงปั่น ผู้ชายซ้อนท้าย" ด้วยนะ
 
WinkWinkWink
 
 
ก็ Test drive กันไป
 
 
สำหรับผมก็ยืนตะลึงตึงๆ
ว่าจะปั่นแต่สุดท้ายก้ไม่ได้ปั่น
 
เพราะไม่มีสาวคนไหนมาปั่นแล้วให้ผมนั่งซ้อนท้าย (ฮา T_T)
 
 
น้องๆ เลยนำทางไปยังจุดต่อไป นั่นคือ
 

อาคารจอดรถวิภาวดีรังสิต
 
 
ซึ่งเป็นอาคารที่พักเก็บจักรยานที่สมาคมนิสิตเก่าบริจาคให้ (ชั่วคราว)
 
 
นอกจากเป็นที่จอดรถแล้ว ยังเป็นจุดที่พัก "รถตะไล"
ซึ่งเป็นระบบรถขนส่งมวลชนภายใน ม.เกษตรฯ ครับ :)
 
 


ภายในอาคารเก็บจักรยาน (ชั่วคราว)
 

มีเยอะ
 
 
 
 
จักรยานเยอะดี ใหม่ๆ ด้วย น่าจะดูดีนะ :)
 
แต่ก็มีปัญหาครับ
 
ปัญหาอะไรยังไง?
 
 
*** คือยังเจ้าภาพบริหารจัดการไม่ได้
ทำให้และไม่มีแผนบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม***
 
แล้วไม่มีหน่วยงานกลางบริหารจัดการจักรยานแบบ one stop sevice
(อย่างจักก้า เซ็นเตอร์ ม.มหิดล, Green Society มจธ.บางมด)
 
 
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
 
ที่มาที่ไป....
 
 
ก็ต้องย้อนกลับไปช่วง
 
บางกอกเอาอยู่/เอาไม่อยู่
 
 
ตรงอื่นอาจจะเอาอยู่
 
แต่ ม.เกษตรฯ บางเขน
 
เอาไม่อยู่ครับ
 
เมื่อก่อนมีระบบจักรยานให้ยืม ก็ลงทุนไป
พอเอาไม่อยู่ จักรยานเช่าโดนน้ำท่วมเสียหาย
 
ลงทุนไปแล้ว ของเสียหาย 
 
 
โดยความเห็นส่วนตัว
 ผมมองว่า พอเจอแบบนี้ เลยเกิดอาการ
 
"แหยง"
 
 
ไม่ค่อยกล้าที่จะดำเนินการทำอะไรต่อ
 
 
เท่าที่ได้ฟังมา...
 
รูปแบบการบริหารจักรยานใหม่นี้
อาจจะให้เช่าเป็นรายเดือน
 
"โดยความเห็นส่วนตัว"

คงเพื่อจำกัดความเสี่ยงถ้าจักรยาน lot นี้มีปัญหาน้ำท่วมอีก
 
 
ก็เลยเกิดคำถามขึ้นมา
 
เช่น....

เติมลมจะไปที่ไหนไหน?
พังแล้วซ่อมจะทำยังไง?
 
ถ้าจะพึ่งกลุ่มกิจกรรมจักรยานนิสิต
ผมก็มองว่าอาจรองรับได้ไม่เต็มที่
(เพราะของเก่าที่รอซ่อมก็ยังต้องรอซ่อมอยู่เลย)
 
 
ถ้าเป็นแบบนี้
จักรยานมีปัญหาภาระตกอยู่กับใคร?
 
 
ก็เป็นคำถามที่ผมยังสงสัยอยู่จนถึงบัดนี้ ;(
 
 
 
สำหรับการให้คะแนนสำหรับ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ข้อเด่น

- มี bike lane มีระเบียบและบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน
  (แต่อาจจะบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่)

- การใช้จักรยานในมหาลัยก็มีใช้อยู่


- ที่จอดจักรยานที่มีรองรับภายในมหาลัย


- มีชมรม/กลุ่มกิจกรรมจักรยาน แต่มีเฉพาะนิสิต
 
- มีระบบจักรยาน (คาดว่าจะ) ให้ยืมใช้
 
 
แต่ข้อด้อยที่มองเห็น ณ ที่สัมผัส (เวลานั้น)
 
- กิจกรรมจักรยานขับเคลื่อนด้วยนิสิต ทำกันเองตามมีตามเกิด
   ผู้หลักผู้ใหญ่ อาจารย์ที่มีความหลงใหล หรือ passion เรื่องจักรยาน
   ไม่ค่อยเห็นความสำคัญ แทบจะไม่ลงมาคลุก?
 
ไม่มีแผนและ/หรือหน่วยงานกลางบริหารจัดการจักรยาน แบบ one stop sevice  
 
 มาจัดการเรื่องจักรยานโดยตรง


ผมมองว่าถ้าจะให้มหาลัยเกษตรศาสตร์
กลับมาเป็นมหาลัยจักรยานอย่างเช่นอดีต

ไม่เพียงแค่มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดเป็นรูปธรรม
 
แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ ประชาคมในมหาลัยต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน
 
ไม่ปล่อยให้เป็นแค่ภาระหน้าที่นิสิตเคลื่อนไหวกันเองอย่างเดียวดาย
 
ผมว่าทุกภาคส่วนนั่นแหล่ะครับ
ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่/อาจารย์/บุคลากร/นิสิตเก่า/นิสิตปัจจุบัน
 
ต้องร่วมมือกัน ถ้าทำได้
 
ผมว่าความยิ่งใหญ่ของมหาลัยจักรยาน ใน ม.เกษตร
ต้องกลับมาอย่างแน่นอนครับ :)
 
 
ต่อไปเป็นการตัดเกรด
 
 
มันตัดค่อนข้างตัดยากนะ...

จากที่ประเมินทั้งหมด
curve ประมาณอยู่ระหว่างตัดที่ C+ หรือ B
 
คือจะดีมันก็ไม่สุด
 จะเลวร้ายไปเลยมันก็ไม่ใช่นะ
 
อืม....คิดหนักแฮะ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ให้ C++ แล้วกันครับ :)
 
 
 
*** คะแนนที่ให้ประเมินคือเป็นช่วงที่เจอในวันที่ 13 ก.ค. 57 ไม่ใช่ขณะปัจจุบัน
ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายภายในแต่กระผมมิอาจทราบ *
**
 
 
 
 
จากนั้นก็พานั่งไปร้านกาแฟชิลๆ ที่ชื่อ
 
 
school cafe :)
 
 
 
 
 
 

นั่งจิบกาแฟไป ฝนก็ตก
พอใกล้เวลาจะไปปั่นที่ Chocolate Ville แต่ฝนยังตกอยู่
 
เลยตัดสินใจ
 
ยกเลิกกำหนดการที่ Chocolate Ville ครับ T_T
 
นั่งคุยไป ฆ่าเวลารอฝนหยุด 
เจ้าของร้านก็จัด theme ชุดบอลโลกนัดชิง
ก็ใส่ชุดข่มกันระหว่างอาร์เจนติน่า กับ เยอรมันนี :)
 
พอฝนใกล้หยุด (ย้ำว่าใกล้หยุด)
 
ก็วางแผนเส้นทางปั่นกลับที่พักครับ
ผมกะว่าจะปั่นให้เปียกฝนน้อยที่สุด
เพราะพรุ่งนี้ผมต้องปั่นเดินทางต่อ
 
เลยวางแผนว่าปั่นไปสถานี BTS จตุจักร
เข็นจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อจะมาลงสถานี BTS ราชเทวี (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
 
แล้วปั่นอีกนิดหน่อยก็ถึงที่พัก
 

น้องๆ ก็ใจถึงมาก ปั่นมาส่งท่ามกลาง "สายฝน" ครับ :)

ตอนขึ้นบันไดเลื้อน
ผมจับประคองจักรยานไม่ค่อยมั่นคง
 
เกือบเสียหลักล้มไปทับคนข้างหลัง - -"
ดีที่ประคอบตัวได้แบบเฉียดฉิว - -.

แล้วขึ้นถึงบนสถานีรถไฟฟ้า
 
ขอบคุณน้องๆ มากครับที่มาส่ง
หากน้องๆ มาหาดใหญ่เมื่อไหร่
หวังว่าคงได้เจอกันแล้วเกรียนกลับ ....
 
เอ๊ย...ต้อนรับกลับด้วยมิตรไมตรีครับ \m/
 
 
จะเข็นขึ้นรถไฟฟ้า ก็ต้องเล็งโบกี้ท้ายๆ ครับ เพื่อเลี่ยงคนที่หน้าแน่น
ซึ่งพอขบวนเทียบเข็นเข้าไปแล้ว คนก็ไม่เยอะครับ ก็ OK :)
 
 
พอถึงสถานีแล้ว ก็ขนจักรยานลง
แล้วปั่นฝ่าสายฝนต่อ T_T
 
อ.สงกรานต์ ก็ปั่นมาส่งตามเดิม :)

ก่อนเข้าที่พัก ก็หามื้อค่ำทานแถวๆ วัดบวรฯ
จะดู Human Ride ตอนแรก
 
แต่ TV มีอีกร้านนึง แต่ไม่เปิด
ก็ไม่เป็นไร ดูย้อนหลังแล้วกันเนอะ :)
 
แล้ว อ.สงกรานต์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อสุดท้ายของ trip นี้
พรุ่งนี้ผมต้องปั่นเดี่ยว เพราะอาจารย์ขึ้นเครื่องกลับหาดใหญ่ก่อน
 
คือ Trip นี้ นอกจากอาจารย์จะเป็นพี่เลี้ยงเรื่องเส้นทางแล้ว
อาจารย์ยังเลี้ยงอาหารหลายมื้อมากอีกด้วย เกรงใจสุดๆT_T
 
ขอบคุณมากๆ เลยครับ :)

จากนั้นก็มาส่งที่พัก
อาบน้ำ ทานยาดักไว้แล้วนอน
 
ไม่รู้ว่าสภาพร่างกายพรุ่งนี้จะเป็นไง จะไปไหวไม่ไหวเนี่ย
 
ค่อยลุ้นเอาแล้วกัน :)
 

จบตอนที่ 7 ....

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนจบ
 


ป.ล.  ขอบพระคุณ น้องเต้ แห่ง KU Bicycle Club และทีมงาน
         ที่คอยประสานงานและนำทีมนิสิตต้อนรับ
         พร้อมปั่นมาส่งท่ามกลางสายฝน ซึ้งโพดๆ T T
 
 
ป.ล. 2 ขอบพระคุณ อ.มนทัต เหมพัฒน์
           ผู้ก่อหวอดเหล่าคณะ KU Bicycle Club 
           ที่ช่วยประสานงานน้องนิสิตให้การต้อนรับเป็นอย่างดีครับ :)
 
 
ป.ล. 3 ขอบพระคุณKU Bicycle Club 
           ที่ให้เกียรติให้สัมภาษณ์ผมในสไตล์ คันๆ กวนๆ
           และภาพประกอบจากตากล้องทีมงานใช้ประกอบ blog ตอนนี้ครับ :)
 
 

edit @ 10 Aug 2014 20:16:48 by SammieChinmai

 
ตอนที่ 6 - สนามเขียวสุวรรณภูมิ - Velodrome -
 
--------------------------------------------


13 July 2014

โทรเช็คสถานที่กับเจ้าภาพที่รอต้อนรับ
บอกให้รอที่ Bus terminal
ผมก็ OK แล้วปั่นบนสะพาน
 
อีกไม่กี่โลก็ใกล้ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
เห็นตัวอาคารกับหอบังคับการยู่ลิบๆ
 
ทำให้ผมสงสัยว่าจะเข้าไปทางไหนล่ะเนี่ย?

เห็นตัวอาคารมาแต่ไกล
แถวอยู่บนสะพานอีกไม่รู้ว่าจะให้ปั่นเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า?
 
 
เลยยกหูโทรศัพท์ถามเพื่อความชัวร์สรุปว่าจุดที่ผมปั่นมา
 
เป็น Passenger terminal
ซึ่งเป็นคนละจุดกับ Bus terminal T_T

จากนั้นก็บอก
 
ให้รออยู่บนสะพานนั้นแหล่ะ เดี๋ยวจะขับรถเข้าไปรับ

รอสักพัก เจ้าภาพที่ว่าก็ขับรถกระบะขึ้นมาพอดี :)
 
ชื่อ "คุณกอล์ฟ" ครับ
 
แกเป็นเภสัชกร แต่ชอบการปั่นจักรยาน
แกติดตามอ่านกระทู้ที่ผมถ่ายทอดใน pantip
 
แล้วอยากเจอแล้วติดต่อกันทั้งทาง Twitter และ Facebook
พอผมประกาศมาบางกอก แถมเป็นเจ้าถิ่นอยู่ในลาดกระบังอยู่แล้ว
 
เลยขอเป็นเจ้าภาพคนลาดกระบังมาต้อนรับ :)
 
 
คุณกอล์ฟมากับเพื่อนท่านนึง ที่สนใจปั่นจักรยาน เลยลากมาปั่นที่สนามเขียวซะเลย
ระหว่างทางก็พูดคุยถึงวีรกรรมแต่ละ trip ของผมให้ฟัง
 
เนื่องจากตอนปั่นมากินแต่น้ำ
ไม่ได้เติมพลังอะไรเลยคุณกอล์ฟ
เลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวให้ครับ
 
 
เป็นร้านเป็ดย่างน้ำแดง
ก็สั่งพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ
 
ผมก็รีบเติมพลังงาน เพราะหิวจัดกำลังดี
กินเสร็จเรียบร้อยก็ไปมุ่งหน้าไปส่งที่สนามเขียวสุวรรณภูมิครับ
 
 
ถ้าจากระยะทางที่ผมหลงมา 
ถ้าจะปั่นไปสนามเขียว
 
ต้องปั่นออกไปอีกถ้าจำไม่ผิด ก็ประมาณไม่ต่ำกว่า 10 km
แต่นี่ได้รถของคุณกอล์ฟมา ก็ช่วยร่นระยะเวลาไปได้

และสุดท้ายก็ถึงสนามเขียวประมาณ 10 โมง

พอส่งถึงที่เสร็จแล้ว ก็ค่อยนัดเจอกันแถวลาดกระบังอีกที

จากนั้นจึงปั่นเข้าสู่ถนนสีเขียว
 
 
 
~~~ สนามเขียว สุวรรณภูมิ ~~~
 
 
มีด่านตั้งข้างหน้าผมจึงถามว่าต้องวางบัตรอะไรหรือไม่

เค้าบอกว่าปั่นได้เลยครับ :)
 

จากนั้นก็จัดไป 1 รอบครับ
 

ช่วง 10 km แรกเป็นความรู้สึกที่
 
ฟินมากๆ ลัลล้าสุดๆ

 
ถึงแม้ว่าช่วง 10 โมง แดดจะแรงหน่อย แต่ก็ไม่แรงมาก
มีคนมาปั่นบ้างประปรายครับไม่เยอะจัดเหมือนตอนเช้า
 
 
มีครอบครัวพาลูกพาเด็กเล็กๆ มาปั่นด้วย
 
10 โมง แดดเปรี้ยงๆ 
แถมระยะทาง 20 กว่าโลเนี่ยนะ?
 
ผมเลยตั้งคำถามไว้ในใจว่า
 
"เฮ้ย...แบบนี้มันเหมาะหรือไม่เหมาะเนี่ย?"
 
 
เพราะถ้าหากจักรยานมีปัญหาจะทำยังไง?
จักรยานมีปัญหาแล้วยังพอเข็นได้
แต่เข็นกลางแดดเปรี้ยงๆ 10 โมง 
 
มันน่าอภิรมย์มั้ย?
 
 
ถ้าเด็กๆ เกิดเป็นลมเป็นแล้ง
หรือมีปัญหาบาดเจ็บช่วงครึ่งทางแล้ว
เป็นตอนกลางแดดร้อนๆ แล้วไม่มีร่มไม้ใบบังด้วย?
 
 
มันเหมาะหรือ?
 

ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ

ผมก็ปั่นไปเรื่อยๆ
 
ไม่เร่งอะไรมาก แต่อัดสั้นๆ บ้าง
บางช่วงมีเสือหมอบแซงผมไปเรื่อยๆ
ทักทายแล้วพูดชูนิ้วโป้งชมกันไป :)
 
 
แล้วช่วงครึ่งท้าย
 
 
เมฆมาครึ้มหนักขึ้น
ปั่นไปซักพัก ฝนลงเม็ด

อ่าว...ชิบหายแล้วตรู!!!

แต่ก็ตกไม่นาน แป๊บเดียวเอง :)
 
แล้วช่วงครึ่งท้ายก็กินลมที่สวนมาไปพอสมควร
แต่วันนี้น่าจะโชคดีหน่อยที่ลมไม่แรงนัก

ปั่นจนครบ 1 รอบ
ก็ขอชักภาพที่ระทึกหน่อย :)
 
 
 
อันนี้สถิติจาก Endomondo ครับ :) 
 

 
 
 
 
 
ความเร็วเฉลี่ยเกิน 20 km/h ยังอยู่ในมาตรฐาน :)
 
 
จากนั้นก็ซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่กินแล้วก็ปั่นไปหาที่ร่มพัก

ทักทายเสือ-กลุ่มหนึ่ง
เป็นเสือวัยกลางคน (ไม่กล้าเรียก สว. อิอิ...)
 
ก็สนทนาพูดคุยกันไป

จากนั้นก็กินหวานเย็นแถวๆ นั้นอีก 1 ถ้วย
แม่ค้าอัธยาศัยดีมากๆ เลย :)
 
จากนั้นทดลองไปเช็คเรตติ้งนิดๆ
 
เอาจักรยานไปจอดใกล้ๆ ทีมปั่นขาแรงทีมนึง
 
ก็ไม่ได้มี feedback อะไร
 
 
คือไม่สนใจอะไรเลย 
 
คงจะออกแนวขาแรงครับ
ขาแรงคุยแต่ทีมขาแรงกันเอง

ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร
 
เพราะเข้าใจว่าคนละทาง คนละแนวกัน 
แต่ก็คิดแง่บวกว่าอย่างน้อยก็ดีที่ไม่มีเหยียดอะไรกระผม :)
 
 
พอกินหวานเย็นเสร็จแล้วก็ปั่นไปลาดกระบังครับ :)

ก็ออกจากสนามเขียว 
ปั่นเลียบถนนสายที่จะไป Bus Terminal (จุดนัดตอนแรก)
 
เริ่มลังเลเส้นทาง
ก็โทรถามหน่อยดีกว่า
 
ถึงไฟแดงแล้วเลี้ยวเข้าสู่โซนลาดกระบัง
แล้วคุณกอล์ฟก็ยกมือตอนที่ผมปั่นเลี้ยวผ่านแยก
 
จากนั้นก็ปั่นไกด์นำทางไป...

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ก่อนหน้านั้น อ.สงกรานต์ ได้ไปทัวร์พักใหญ่หลายชั่วโมงแล้ว
โดยจักรยานของอาจารย์เป็นเป็นรถพับ
 
สามารถขนขึ้น Airport Link มาลงลาดกระบังได้เลย
สะดวกมากๆ :)
 
ในขณะที่จักรยานแม่บ้านตัวเต็มแบบกระผมนั้นไม่สามารถทำได้ T_T

แล้วอาจารย์ก็แจ้งข้อความมาว่าเดี๋ยวกำลังจะออกไป Velodrome
 

พอผมถึงลานพระจอมก็รีบโทรหาอาจารย์
บอกให้รอถึงลานพระจอมก่อนนิดนึงแล้วค่อยปั่นไปครับ :)
 
 

~~~ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ~~~
 
 
สิ่งแรกที่ผมเข้าตรงร่มไม้บริเวณลานพระจอม
 
มดแดงเต็มไปหมด
 
แต่มีไต่ขาบ้างนิดหน่อย

ตอนแรกกะว่าผมจะปั่นเข้าไปทัวร์ข้างใน
แต่เนื่องจากเสียเวลากับการตื่นสาย + ปั่นหลง
 
ทำให้ไม่มีเวลาที่จะอยู่ต่อ

สุดท้ายจึงทำได้เพียงแค่

 
ถ่ายรูปกับพระรูป ร.๔ ครับ

 
ดังนั้นจึงไม่ต้องถามว่าระบบจักรยานที่นั่นจะให้เกรดอะไร
 
เพราะผมไม่ได้สัมผัส 
จึงไม่สามารถให้คะแนนประเมินได้ครับ
 

-----------------------------------------
 
จากนั้นคุณกอล์ฟ เจ้าถิ่นลาดกระบัง
 
ได้วางแผนเส้นทางแล้วนำทางผมกับ อ.สงกรานต์
ปั่นไปที่ Velodrome หัวหมากครับ
 
น่าจะเข้าช่วงบ่ายแล้วตอนนั้น
 
แดดร้อนเปรี้ยงๆ
 
ปั่นไปเรื่อยๆ ไต่สะพานพอเป็นกระษัย
ปั่นเลนซ้ายเส้นทางคู่ขนาน
ปั่นได้สักพัก ผมก็ถามคุณกอล์ฟว่าพอจะมีร้านน้ำแถวนี้มั้ย
 
ถ้ามีขอให้ช่วยจอดหน่อย เพราะน้ำเริ่มไม่พอ

พอถึงร้านอาหารริมทางก็ซื้อน้ำเตรียมไว้
 
ปั่นออกได้สักพัก
 
 
ผมเริ่มมีอาการคล้ายๆ จะหน้ามืดร่างชาๆ
เหมือนมีไฟฟ้าช็อตตัวแบบอ่อนๆ
 
เลยตัดสินใจ หยุดที่ร้านข้างทางอีกร้านนึง
อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนผมนอนน้อยด้วย
 
แล้วอาการคล้ายๆ เหมือนกับขาดเกลือแร่
ตอนนั้นมีน้ำอัดลมอยู่ 1 ขวด เป็น EST รสประมาณสไปรท์
 
คุณกอล์ฟเลยแนะนำว่า
 
ให้ซื้อเกลือมาใส่นิดๆ 
ให้เติมพอเป็นเกลือแร่หน่อยๆ น่าจะดีขึ้น
 
ทำให้คิดถึงตอนเด็กเวลาที่กินสไปร์ทแล้วใส่เกลือ
ประมาณนั้นเลย :)

พักจนร่างเริ่มหายชา แล้วก็ปั่นไปต่อครับ 
ปั่นจนเข้าแถวๆ บริเวณหัวหมากหัวหมาก
 
ซอยอะไรไม่รู้ เยอะแยะตาแป๊ะไปหมด
 
 
ผมมองดูไกลๆ แล้วบ่นในใจว่า...
 

เมื่อไหร่จะเห็นสนามราชมังคลาฯ ซะทีวะ?
 

ปั่นไป บ่นทั้งในใจทั้งพูดบ่นออกมานิดๆ

สุดท้าย ใช้เวลาปั่นไปพักใหญ่ก็ถึงเขตสนามกีฬาหัวหมากครับ
 
 
แต่ก็ยังไม่เจอ Velodrome T_T
 
 
ก็ปั่นวนหาอยู่พักนึง  
วนไป 1 รอบแล้วไม่เจอ

พอจะดูแผนผังตัวหนังสือดันเลือนหมด - -"
 
 
จนเห็นยาม ก็เลยเข้าไปถามยามบอกอยู่อีกฝั่งนึง
จนสุดท้ายก็ปั่นหาเจอจนได้ครับ :)


 
~~~ Velodrome (สนามกีฬาหัวหมาก) ~~~
 
 
ตอนจะเข้าไป ความรู้สึกแรกของผมคือ

"กุจะโดนยามไล่มั้ยวะ?"

พอเข้าไปหน้าประตู ก่อนถึงจะมีป้ายคำเตือนครับ

อืม... 
 
 
 

รถพับ, เสือภูเขา หรือแม้แต่ จักรยานแม่บ้าน
ไม่อยู่ใน list ต้องห้าม ก็แสดงว่าเข้าได้ :)

จากนั้นก็ยกจักรยานเข้าไปข้างใน
 
ก็เจอยามครับสอบถามว่าจะเข้ามาปั่น ได้หรือไม่ 
 
ยามก็ยินดีให้เข้าไปปั่นได้เลย
อาการก็ไม่ได้มีห้ามหรือหวงอะไรเลย
 
 
ผมอึ้งไปเลย อะไรจะง่ายขนาดนั้น!!!

 
คือ อุตส่าห์พาตัวมากจากใต้ขึ้นบางกอกแล้วตั้งใจมาที่นี่
ถ้าเจอแบบห้ามปั่นนี่คงเป็นอะไรที่ Fail มากๆ 
 
แต่นี่กลับตรงข้ามกัน 
แถมรู้สึกดีมากเป็นพิเศษอีก :)
 

ช่วงก่อนปั่น
 
จักรยานคุณกอล์ฟมีปัญหาเรื่องตัว disc break
เวลาปั่น break มันกิน ต้องออกแรงมากกว่าปกติ
 
(นี่ขนาดออกแรงมากว่าปกติยังปั่นฉิวขนาดนี้)
 
อาจารย์สงกรานต์เลยเช็ค
แล้วจัด setting ให้ล้อลื่นขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจระดับนึง
 
 
 
ก่อนลงสนาม
คุณกอล์ฟยังเกร็งๆ ว่าจะลงไม่ลง
 
แต่อาจารย์สงกรานต์กล่อมเข้าประมาณว่า
 
"อุตส่าห์ปั่นมาถึงนี่แล้ว น่าลองซะหน่อยนะ"
 
คุณกอล์ฟ ก็เลยเปลี่ยนใจ
ลองยกจักรยานลงมาทดสอบในสนามดู
 
 

วินาทีที่ผมลงสนาม Velodrome
ความรู้สึกคือเหมือนจริงๆในใจประมาณ
 
สนามนี้มีกลิ่นไอจิตวิญญาณของการต่อสู้
 
จิตวิญญาณของนักกีฬา 
นักกีฬาทีมชาติหลายๆ คนเคยปั่นและยืน ณ ที่นี่
 
ไม่ว่าจะรุ่นเก๋าในตำนาน
หรือนักกีฬารุ่นใหม่
 
ก็ต้องมาที่จุดๆ นี้กันแทบจะทั้งนั้น
 
 
แล้วนี่ผมมายืนตรงจุดๆ นี้ 
ถึงแม้แค่แวะมาทดลองปั่นเอง
 
ความรู้สึกคือมัน Grand 
มันอลังการแทบจะขนลุกจริงๆ 
 
 

จากนั้นก็ลองปั่นดู...
 
คือทั้งสนามปั่นกัน 3 คน 
คงเป็นเพราะช่วงบ่ายใกล้แก่ๆ แถมเป็นวันหยุดยาว
 
คนก็เลยไม่ค่อยมาซ้อม
 
 
ความรู้สึกเหมือนได้ยึดสนามเลย ประมาณนั้น :)

เริ่มซัดเข้าโค้งขึ้นจุด slope สูงสุดเลยครับ
ตอนขึ้นไม่เท่าไหร่
 
แต่ตอนลง...
 
ผมไม่กล้าปล่อยลงพรวดครับ
 
ค้างติ่งอยู่ตรงนั้น ขาสั่นไปหมด
 
เชี่ย....เสียวชิบ!!!
 
 
 
จากนั้นก็ตั้งสติ...
 
เข็นจักรยานเลี้ยงเบรคลงช้าๆ 
ค่อยๆ เลี้ยงอย่างระมัดระวัง
 
พอลงมาถึงจุดข้างล่างตั้งหลักได้แล้ว

คราวนี้ก็อัดแมร่งเลยยยยย!!!
 


ถึงช่วงตอนซัดโค้งปั่นเทคตัว
แล้วใช้ความลาดเอียงแรงเฉื่อยเป็นตัวส่งแรง 
 
เป็นอะไรที่มันส์มากๆ
 
แต่ผมปั่นซัดโค้งแค่ให้พอผ่านเส้นขาวไปครึ่งนึง
แล้วค่อยปล่อยเทลาดลง
 
ไม่กล้าปั่นขึ้นจุดสูงสุดแล้ว ไม่อยากเสียวอีกรอบสอง - -"

 
คุณกอล์ฟลองดูบ้าง :)
 

 
ปั่นไปได้ประมาณ 2 - 3 รอบ 
ก็พอหอมปากหอมคอครับ :)
 
 
 
 
ในใจคิดเล่นๆ...
ถ้ามีสนาม Velodrome ปั่นเล่นในหาดใหญ่คงเป็นอะไรที่มันส์ไม่น้อยเลย
 
อารมณ์ประมาณเทโค้งกันสนุก :)


จากนั้นก่อนออกจาก Velodrome 
 
ยามก็แนะนำให้ปั่นรอบลานทางขึ้นชั้น 2
รอบสนามราชมังคลาฯ
 
ซึ่งโดยปกติทั่วไป
 
เค้าจะไม่ค่อยให้เข้าไปปั่นวนเล่น

ก็ปั่นวนได้สักพักนึง
ไม่กล้าวนหลายๆรอบ กลัวโดนยามด่า

ก่อนจากสนามกีฬาหัวหมาก
 
ก็ได้วางแผนเส้นทางปั่น 
 
พร้อมแจ้งทางกลุ่ม ม.เกษตรฯ บางเขน
ว่าอาจจะเข้ามาถึงช้าหน่อย
 
 
แล้วคุณกอล์ฟก็ปั่นนำทางไปส่งช่วงนึง ก่อนที่จะแยกจากกัน

จากนั้นผมกับ อ.สงกรานต์ ก็ปั่นมุ่งหน้าต่อ
 
เพื่อไปยัง 
 

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
 
 
จบตอนที่ 6 ....
โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 

ป.ล. ขอบคุณคุณกอล์ฟ เจ้าถิ่นลาดกระบัง
สำหรับรถกระบะที่บรรทุกพาไปส่งสนามเขียว
เจ้าภาพเลี้ยงอาหารโหลดคาร์โบก่อนออกปั่น
และช่วยปั่นนำทางผมและอาจารย์สงกรานต์ใน trip นี้ครับ :)
 
ป.ล. 2 ขอบคุณภาพช่วง Velodrome จาก อ.สงกรานต์ ครับ
 
 

edit @ 4 Aug 2014 08:55:46 by SammieChinmai

ตอนที่ 5 - ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย - 
 
 
--------------------------------------------


12 July 2014

อยู่หน้า มจธ.บางมด ทีมงานก็ช่วยโบก Taxi เพื่อ standby รอ
ส่วนจักรยานทั้งของผมและ อ.สงกรานต์
ทางทีมงาน มจธ.บางมด ก็จัดการพาไปฝากที่ Green Society
 
จากนั้นก็กล่าวลา ทีมงาน อาจารย์ นศ. บุคลากร มจธ.บางมด

แล้วมุ่งหน้าขึ้น Taxi ไปยังสะพานควาย เพื่อให้ทันกำหดการสถานที่นัดถัดไปครับ :)
 

~~~ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ~~~ 
 

นั่ง Taxi ก็เอนตัวสบายหน่อย  
แบตมือถือของ อ.สงกรานต์ใกล้จะหมด
ผมมี power bank อยู่ เลยให้อาจารย์ชาร์จ

มือถือผมแบตหมดไม่เป็นไร
 
แต่ถ้ามือถือของ อ.สงกรานต์หมด จะลำบาก
เพราะอาจารย์เป็นคนหลักที่วางแผนเส้นทางการเดินทางครั้งนี้
 
นี่ถ้าผมมาเพียงคนเดียวตามปกติ
แล้วแถมผมทำการบ้านเรื่องเส้นทางมาไม่ดีพอ  

ถ้าไม่มีอาจารย์สงกรานต์เป็นพี่เลี้ยง
Trip ทัวร์บางกอกครั้งนี้ถึงขั้น "ล่ม" เลยก็ว่าได้ครับ
 
 
นั่ง Taxi ขึ้นทางด่วนไป

พอใกล้ถึงสะพานควาย
 
ก็แจ้ง Taxi ลงแถวๆ ซอยประดิพัทธ์ 17 
เข้าซอย เริ่มชะลอความเร็ว
 
 
เห็นอาคารเป็นลักษณะคอนโดอะไรซักอย่างแล้ว
จากนั้นก็โทรนัดแนะว่าอยู่ที่คอนโดแล้วไม่นานเจ้าหน้าที่ก็ลงมาพอดี
 
พี่วี อิทธิพล ประชาสัมพันธ์ของชมรมฯ
ก็ลงมาเปิดประตูแล้วก็ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นสำนักงานครับ

ถึงสำนักงานก็ได้เจอพี่อัจจิมาที่คอยประสานงาน
อ.กวิน ชุติมา หนึ่งในแกนนำชมรมฯ
 

พอเข้ามาแล้วก็ดื่มน้ำดื่มท่าครับ
จากนั้นก็คุยแลกเปลี่ยนกันพักนึงจากนั้นทางชมรมก็มอบของที่ระลึกครับ :) 
 
 
 
ซ้ายสุด อ.กวิน แกนนำหลักชมรมฯ ถัดมา พี่วี อิธิพล ประชาสัมพันธ์ ชมรม :)
 
 
 
พอดีนึกขึ้นได้ว่า ทางเครือข่ายหาดใหญ่ได้ทำ บัตรผู้ใช้จักรยาน
ตอนแรกจะเอามาอวดพี่แนนที่ Cafe Velodome แต่ดันลืม
 
เลยเอามาอวดที่ชมรมฯ แล้วกันครับ :)

 
 
 
 
 
จากนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา
 
เป็นพี่ที่อยากเจอผมตั้งแต่นครปฐม
แต่ก็ไม่ได้เจอที่ Cafe Velodome ก็ไม่ได้เจอ
 

เลยนัดเจอกันที่ชมรมฯ นี้แทนครับ
 
ชื่อ พี่ออม ครับ 
 
พี่ออมเค้าเป็นนักวิ่งเค้าติดตามผมใน Facebook
 
แล้วอยากจะเจอผมตัวเป็นๆ พร้อมจักรยาน
แต่เนื่องจากว่าจักรยานยังอยู่ที่ มจธ. บางมด เสียดายจริงๆ
 
ก่อนลงไปเจอ ถ่ายรูปหน้าชมรมเป็นที่ระลึกครับ :)
 
 
 
พอลงมาก็เจอพี่ออม ได้สนทนาพูดคุยเล็กน้อย :)
 
 
แล้วพี่เค้าก็มอบของที่ระลึก เป็นเสื้องานวิ่งครับ
 
 

จากนั้นทางทีมชมรมฯ ก็พาไปเลี้ยงอาหารมื้อค่ำครับ
เดินออกมาจากปากซอยแป๊บเดียว ข้ามถนนมาก็ถึงเลยครับ :)
 

ในร้านมีจักรยานแนวๆ แปลกๆ โชว์หลายประเภทมากๆ (แต่ผมไม่ได้ถ่ายเก็บมา)
อาหารมาก็ทานกันไป เสวนากันไปเรื่อยๆ
 
ทำให้ได้รู้เรื่องทิศทางในการเคลื่อนไหวของชมรมฯ ชัดเจนขึ้น
โดยเฉพาะเรื่องการทำนโยบาย
 
ส่งเสริมการใช้จักรยาน "ในชีวิตประจำวัน" 
 
เริ่มจากชุมชนเล็กๆ ให้เป็นชุมชนจักรยาน 
พอได้ต้นแบบแล้วก็ค่อยๆ ขยายแนวคิดไปยังชุมชนอื่นเรื่อยๆ
 
และการร่างแผนผลักดันเชิงนโยบาย
 การสนับสนุนการใช้จักรยานไปยังผู้บริหารบ้านเมือง

ซึ่งลักษณะการทำงานแบบนี้มันดึงดูดคนยากกว่า

ไม่หวือหวาเท่ากับการจัด Trip แนวออกกำลัง
หรือกิจกรรมนันทนาการซึ่งนักจักรยานหลายๆ คนชอบ ถึงแม้หวือหวา 
 
แต่ไฟไหม้ฟางแป๊บเดียวก็หาย
 
 
การเป็นเมืองจักรยานได้ 
จากบทเรียนที่เห็นเมืองที่เป็นเมืองจักรยานในโลก
ส่วนใหญ่จะใช้จักรยานในชีวิตประจำวันแล้ว
 
ส่วนใหญ่เป็นจักรยานเรียบง่ายแบบจักรยานแม่บ้าน
ใช้ปั่นเดินทางใกล้ๆ ไม่ได้บ้าพลังปั่นไปไกลๆ 
จอดไปต่อระบบขนส่งมวลชน
 
ซึ่งใครๆ หลายคนก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่
ใช้เพราะมันง่าย มันสะดวกแล้วใช้เป็นวิถี ใช้จนชิน
 
ไม่เหมือนของบ้านเรา
เท่าที่เห็นโดยส่วนตัว การส่งเสริมการใช้จักรยานส่วนใหญ่เป็นแนว 
 
"ออกกำลังกาย, การจัด trip ท่องเที่ยว, กิจกรรมนันทนาการ"
 
มีไม่ค่อยมากที่จะรณรงค์เรื่องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
 
 
 
 
ทานเสร็จ พูดคุยกันเสร็จ ก็ชักภาพเป็นที่ระลึก 
 
 
 
พี่ออมกับจักรยานแนวๆ คล้ายมอไซค์ภายในร้าน :)
 
 
สุดท้ายก็ขอบคุณก่อนจากลา
 
 
(เสื้อฟ้าคือพี่อัจจิมา พี่ที่ประสานงานเรื่องเปิดชมรมฯ ในวันหยุด)
 

พี่ๆ ชมรมก็ช่วยโบก Taxi ให้ก็มาจอดรับ
 
 
ไม่ต้องโบกรอหลายๆ ครั้ง
 
 
ขึ้นมาบางกอกเที่ยวนี้ โบก Taxi ครั้งเดียวติด
 
แทบไม่มีการปฏิเสธผู้โดยสารแบบเมื่อก่อนแฮะ :)
 

จากนั้น พี่วีก็ติดรถ Taxi กลับเพราะไปทางเดียวกัน :)
พอพี่วีลง ก็กล่าวขอบคุณกล่าวลา
 
 
แล้วมุ่งหน้ากลับไปรับจักรยานที่ มจธ.บางมด
 
 
Taxi มาส่งให้ถึงที่ Green Society 
 
คุณแจ็คก็นั่ง standby รออยู่
ก่อนจาก ผมหาไฟหางช้างติดด้านหลัง
 
แต่หาไม่เจอ
 
คุณแจ็คก็เลยให้ยืมไฟซิลิโคนครับ
 
เอาไว้ฝาก อ.สงกรานต์
คืนช่วงงานประชุม Active Campus Network 

จากนั้นก็ปั่นออกจากมหาลัย
 
ก็ย้อนกลับทางเดิมเข้าปั๊มน้ำมัน หาน้ำดื่มเติมพลัง
จากนั้นก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ
 
อ.สงกรานต์ ก็ปั่นมาส่งที่พัก
 

แต่ผมดันหาที่พักไม่เจอ - -"

เสียเวลาปั่นวนหา 2 รอบจนต้อง search หาพิกัด 
 
 
อ่อ...มันอยู่ตรงนี้นี่เอง

นี่ขนาดแค่วันเดียวยังขี้ลืมขนาดนี้ - -"  


จากนั้นก็ลา อ.สงกรานต์
กลับเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่า ชาร์จแบตมือถือ power bank
แล้วตอบข้อความประสานเรื่องเส้นทางและนัดคิววันพรุ่งนี้
 
แล้วก็นอนตากแอร์หลับไป...

จบการเดินทางวันที่ 12 กรกฎาคม 2557
 
 
ขอบคุณทีมงานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย
ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีทั้งของที่ระลึกและเลี้ยงอาหารมื้อค่ำ :)
 
ขอบคุณพี่ออมสำหรับของที่ระลึก :)
 
ขอบคุณคุณแจ็ค Green Society มจธ.บางมด ที่ให้ยืมไฟซิลิโคนครับ :)
 
-------------------------------------------
 
 

13 July 2014
 

วันนี้ตื่นสาย 1 ชม.
เลยต้องรีบทำธุรส่วนตัวจัดของจัดกระเป๋าต่างๆ นานา
 
เพื่อจะรีบไปสนามเขียวสุวรรณภูมิ
จากนั้นก็ดูเส้นทางว่าจะไปทางไหน
 
ถนนสายหลักก็ OK อยู่นะ
รีบออกก่อนที่รถราบนถนนจะเยอะกว่านี้

เส้นทางถ้าจำไม่ผิด
ผ่านอนุสาวรีชัยฯ แล้วเข้าทางดินแดง
 
ตรงช่วงดินแดง
 
ข้างทางห่วยแตกมากทั้งฝาท่อ
ทั้งพื้นผิวที่ไม่ smooth
 
แถมสายๆ รถวิ่งเยอะพอสมควร
 
ต้องคุมสติให้อยู่
อดพักนึงเช็คข้อความ Facebook
 
แล้วแจ้งว่าอาจจะถึงสนามเขียวช้ากว่ากำหนด 1 ชม.
 
ปั่นเข้าดินแดง จากนั้นก็เข้าฟากถนนพระราม 9
 
 
แล้วยิงตรงไปเรื่อยๆ 
 
ปั่นชิดซายเลียบทางคู่ขนาน
ไม่เผลอขึ้นทางด่วน
 
เริ่มออกนอกเมืองเรื่อยๆเจอป้ายสุวรรณภูมิติดถี่ๆ
ก็ปั่นไปตามป้าย สายๆ อากาศเริ่มร้อนขึ้น
 
ก็ยังต้องปั่นไป ปั่นจนถึงจุดที่จะต้องปั่นตรงไป
 
แต่เลนซ้ายสุดมันตรงไม่ได้ ต้องบังคับเลี้ยว
 
เริ่มเสียวๆ 
 
มันจะเลี้ยววกกลับได้มั้ย?

เจอนักปั่นท่านนึง เลยถามดู
 
แกก็ยกนิ้วโป้งให้
แล้วก็พูดอะไรไม่รู้ได้ยินไม่ชัด
 
ไม่แวะจอดพูด แล้วก็ปั่นผ่านไปเลย
 
 
คือผมไม่อยากได้คำชมครับ
อยากรู้เส้นทางมากกว่า T_T
 
 
เลยตัดสินใจ ปั่นไปเรื่อยๆ
จนถึงจุด U turn ประมาณกิโล
 
ปั่น U turn แล้วขึ้นสะพาน
เข้าเส้นทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ
 

ก็ปั่นขึ้นสะพานไป

โทรเช็คสถานที่กับเจ้าภาพที่รอต้อนรับ
 
บอกให้รอที่ Bus terminal

 
ผมก็ OK แล้วปั่นบนสะพานอีกไม่กี่โลก็ใกล้ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
 
 
เห็นตัวอาคารกับหอบังคับการยู่ลิบๆ

 
ทำให้ผมสงสัยว่าจะเข้าไปทางไหนล่ะเนี่ย?
 
 
 

จบตอนที่ 5....
โปรดติดตามตอนต่อไป


ป.ล.ขอบคุณภาพประกอบจากพี่ออม

และพี่วี ประชาสัมพันธ์ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย

 

 

 

edit @ 31 Jul 2014 22:41:38 by SammieChinmai

edit @ 31 Jul 2014 22:49:16 by SammieChinmai

ตอนที่ 4 - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด 
 
 
12 July 2014
 

หลังจากที่ออกสู่ถนนใหญ่ จุดหมายต่อไปคือ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด 
 
จริงๆ แล้วคือปั่นออกจากจุฬาฯ ก่อนกำหนดการมาพอควร
เพราะต้องเผื่อเวลาหากมีปัญหาอะไรกลางทาง
ไม่ว่าจะสภาพการจราจร เส้นทาง ตัวจักรยาน และ อื่นๆ ฯลฯ
 
ตอนช่วงอยู่จุฬาฯ อ.สงกรานต์ ได้ใช้ app วางแผนเส้นทาง
ได้ระยะทางประมาณ อยู่ช่วง 15 km (จำได้ลางๆ มากกๆ)
 
แต่ 15 km นี้มันไม่ใช่แค่ปั่นบนถนนอย่างเดียว
 
 
ต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยสิ!!!
 
 
แล้วจะข้ามไปยังไง?

 
 
 
...พอดีว่ามีวิชาตัวเบา สามารถปั่นลอยข้ามแม่น้ำได้

 
 
 
เดี๋ยวนะ?
 
 

ดูหนังจีนกำลังภายในมากไป
เลยเพ้อเจ้อไปหน่อยออกนอกฝั่งไป
 
 
วกกลับเข้าฝั่งเถอะ
 
 
สรุปแล้วว่าต้องใช้บริการ เรือข้ามฟาก ครับ :)
ปั่นเข้ามาตรงท่าเรือโอเรียลเต็ลจ่ายค่าบริการทั้งคนทั้งจักรยาน 

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะคนละ 4 หรือ 5 บาทนี่แหล่ะครับ :)
 
จากนั้นก็เข็นเรือขึ้นโป๊ะรอเรือเทียบท่า

 
 

รอเรือข้ามมาเทียบท่าพลาง โป๊ะก็โคลงเคลงๆ พลาง :)
พอเทียบท่าแล้วก็เข็นขึ้นเรือครับ 

 

ถือว่าเป็นครั้งแรก
ที่ผมได้พาจักรยานพาขึ้นเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนี้ :)
 

จากนั้นเรือก็ข้ามฟากมาเทียบท่าที่ ท่าเรือวัดสุวรรณ
 
เข็นจักรยานลงมาแล้ว...
 
 
 
 
กะว่าจะปั่น แต่ทางแคบ แถมผู้โดยสารเพิ่งจะลงจากเรือ
ต้องเข็นอยู่พักใหญ่ รอใกล้ถึงถนนใหญ่แล้วจึงออกปั่นเดินทางต่อครับ
 
 
 
 
ปั่นไประยะนึง จอดเช็ค App แผนที่อยู่เรื่อยๆ 
ถึงแม้ว่า อ.สงกรานต์ จะคุ้นเคยกับเส้นทางในบางกอกก็ตาม
 
แต่ก็ต้องเช็คเพื่อความชัวร์ ไม่งั้นอาจจะมีหลงทางได้ครับ
 
 
ปั่นไปเรื่อยๆ จำไม่ได้แล้วว่ามาทางไหน
ผ่านมากี่กิโลเริ่มสังเกตเห็นถนนสายหนึ่ง เป็นสายที่จะเข้าสู่ มจธ.บางมด
 
ถนนแคบ รถเยอะมากๆ
คือแทบไม่มีจังหวะเข็นตัดข้ามไปอีกฝั่งได้เลย
 
ก็เลยใช้วิธี เข็นๆ ปั่นๆ บนทางเท้า (อีกแล้ว)
 

แล้วนี่คือสภาพทางเท้าครับ!!!






ต้องทำตัวลีบๆ ถึงจะเข็นผ่านมาได้
พอหาจังหวะที่ถนนว่างระดับที่พอจะปั่นหรือเข็นข้ามเลนได้
 
 
ก็รีบข้ามเลนอย่างว่อง!!!

จากนั้นก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ
เริ่มเห็นตึกอาคารใหญ่ๆ ฟากขวามือใกล้ถึงแล้วล่ะ
 
พอถึงหน้าประตู ก็ปั่นเลี้ยวขวาเข้าไปครับ :)
 
 
~~~ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด  ~~~

 
วินาทีที่ปั่นเข้าไปแล้วเกิดความประทับใจคือ...
 
เส้นสีเหลืองบนถนนครับ
 
เป็นรูปหัวใจ 3 ดวง ข้างในมีรูปรถยนต์, คนเดิน, จักรยาน
(ตื่นเต้น ถ่ายติดมาไม่หมด)
 


 
คือ แค่เห็นผมก็อุทานเบาๆ ออกมา
 
 
"น่ารักอ่ะ" >____<

สำหรับจุดนัดพบ อยู่ที่ชมรมจักรยานครับ

พอปั่นเข้าไปเจอตึกอะไรใหญ่จำไม่ได้แล้วข้างนอกมีที่จอดจักรยานอย่างดี
เท่าที่จำได้แถวๆ ชมรมมีร้านกาแฟอะไรซักอย่าง
 
เลยเดินเข้าไปสำรวจดู
 
เห็นแบงค์กรุงไทย
 
 
อืม...คงไม่น่าจะใช่
 
จากนั้นก็เลยถามยามใกล้ๆ
 
 
ก็ได้คำตอบว่า
 
ปั่นไปอีกฟากนึงเลียบทางเดิน cover way ไปเรื่อยๆ ชมรมจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ :)
 

จากนั้นก็ขอบคุณยาม แล้วปั่นไปทางที่บอก

 
ระหว่างทาง น่าจะเป็นครอบครัวปั่นจักรยานกัน น่ารักดี :)
 
 
 
ปั่นไปไม่ไกล มองดูทางซ้ายเรื่อยๆ 
 
เห็นอาคารดูเผินๆ เหมือนมีชั้นเดียวไม่ใหญ่มาก
(แต่จริงๆ แล้ว 2 ชั้น แล้วก็กว้างพอสมควร)

แล้วเห็นน้องคนนึงคอยโบกมือต้อนรับ

 
ใช่แล้วล่ะครับ :)

จากนั้นก็จอดจักรยาน พักเหนื่อย
อาคารนัดเจอกันที่บอกว่าเป็นชมรมจักรยานที่ว่านี้คือ 
 
 
"Green Society" 
 
 



Green Society คือ แหล่งศูนย์กลางจักรยานภายใน มจธ. บางมด ครับ
ไม่ว่าจะเป็นการยืม-คืน , ซ่อม-บำรุง, ที่รวมพลจัดกิจกรรมจักรยาน
 
ก็ลักษณะเดียวกับ จักก้าเซ็นเตอร์ ของ มหิดล ศาลายา ครับ
 
 

น้องที่โบกมือต้อนรับ ชื่อ คุณแจ็ค ครับ
เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแล Green Society
 
 
จากนั้นคุณแจ็คก็เชิญผมและ อ.สงกรานต์ เข้าไปข้างใน Green Society ครับ
และมีทีมงาน นศ. คอยจัดต้อนรับ เตรียมน้ำให้อย่างดี :)
 
 
 
ถึงแม้ว่าผมจะมาในนามส่วนตัว
แต่เป็นการต้อนรับที่น่ารัก ประทับใจมากๆ ครับ
 
 
"น่ารักอ่ะ" >____<
 
 

ความรู้สึกแรกที่เห็นภายใน Green Society
อาคารไม่ถึงกับใหญ่โตโอฬาร 
 
แต่...
 
 
จักรยานข้างในเยอะมากกกกกกกกก
 
 
 
กินน้ำไป ก็ดูชมสถานที่ไป
ภายในจะแบ่งเป็น 3 จุด ดังนี้ครับ
 
 
จุดที่ 1. จุดบริการจักรยาน
 

ที่นี่ไม่ใช่มีจักรยานแม่บ้านอย่างเดียวครับมีเสือภูเขาอย่างดีให้ยืมใช้ด้วย :)

 
 
 

จุดที่ 2. จุดบริการฝากจักรยาน
 
จุดนี้สำหรับ นศ. หรือบุคลากรที่บ้านอยู่ไกล
เวลาจะออกไปไหนหรือกลับบ้านไปกลับไกลๆ ก็สามารถนำมาฝากได้ครับ 

 
 
 
 
 
 
จุดที่ 3. จุดซ่อมบำรุงจักรยาน 
 
 
 
 

ไม่ว่าจักรยานมีปัญหา จักรยานเก่าใหม่
จักรยานบริจาคให้มหาลัยก็มาซ่อมที่นี่ได้ครับ
 
ใครที่มีฝีมือการซ่อม ก็สามารถ service เองได้
มีเครื่องมือให้บริการ :)
 
 



มีชาร์ทอธิบายความรู้ส่วนประกอบจักรยาน
ทั้งเสือภูเขา MTB และจักรยานแม่บ้าน :)




 
จักรยานที่สภาพไม่ดี ไม่สมบูรณ์
อาจจะได้มาจากการบริจาคก็จะมาซ่อมที่นี่






เมื่อซ่อมเสร็จ จัดตกแต่งทำสีใหม่กลายเป็น
 
จักรยาน Zombike 

ประมาณแนว Zombie ที่ฟื้นคืนชีพผุดมาจากหลุมศพ
แต่ทำสีออกมาใหม่ น่าปั่น น่าใช้มากๆ >___<



 
 
สำหรับระบบการยืมจักรยานที่นี่
 
ไม่ว่าจะเป็นคนใน มจธ. หรือบุคคลภายนอกก็สามารถยืมปั่นได้ครับ
(แต่คนภายนอกต้องวางหลักฐานบัตรประชาชนเอาไว้)
 
 
แล้ววิธีการยืมจักรยานที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร

เอาเงินเอาแบงค์ 20, 100, 500, 1,000 มายื่นให้แล้วขี่ออกไปไม่ได้ครับ

 
แสดงว่ายืมฟรีล่ะสิ? 


"ก็ใช่ครับ แต่มีเงื่อนไขนิดนึง"
 
 
เงื่อนไขคือต้องมี "คะแนน" ครับ
 
 
แล้วคะแนนที่ว่าได้มาจากไหน?



ก็มาจากขยะพวกขวดน้ำพลาสติก, กระป๋องน้ำอัดลม 
ที่เรากินเสร็จแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ นี่แหล่ะครับ :)
 
 


แต่อย่าลืมมาคืนตามกำหนดนะครับ
ไม่งั้นจะโดนค่าปรับมหาโหด!!!
 
 

 

แล้วบุคคลภายในที่สมัครสมาชิก

คะแนนนี้สามารถใช้ประโยขน์ได้
 
แล้วแหล่งที่ได้คะแนนมาจากไหนบ้าง?
 

เมื่อเอาขยะเหล่านี้มาแลกเป็นแต้มปั่น
 
- แล้วแถมเวลาปั่นไปไหน เรายังได้คะแนนเพิ่มอีก
- เก็บขยะ re-cycle เหล่านี้ไปสะสมคะแนนเพิ่ม
- เข้าร่วมกิจกรรมจักรยานภายในมหาลัย ก็ได้คะแนนอีก
 
"แล้วคะแนนนี้ก็สามารถเอาไปแลกของรางวัลต่างๆ ได้ฟรี"

 
 
แม่เจ้าาาาาาา!!!! 
 
"ยิ่งปั่นมากมีแต่ได้กับได้" 
 
 

มันเจ๋งมากๆ :)
 

เอาขยะ re-cycle ที่เก็บรวบรวมได้จนเต็มไปขาย
แล้วเอาเงินเหล่านั้นไปซื้อจักรยานให้คนได้ยืมเพิ่มต่อได้อีก



 
 
เรียกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ

 
เจ๋งสุดๆๆๆๆๆ 


จากนั้นทีมอาจารย์ก็มาพอดี
 
ก็มี  อ.สุชาดา ไชยสวัสดิ์
     อ.วรรณภพ กล่อมเกลี้ยง
 
 
ขอถ่ายรูปรวมเป็นที่ระลึกซะหน่อย :)

 
 

จากนั้นคุยแลกเปลี่ยนกันครับ
 
คุยกับแบบสบายๆ 
คุยแลกเปลี่ยนพลาง ทานน้ำทานแตงโมพลาง :)
 
ก็มี อ.สุชาดา อ.วรรณภพ (เจ้าภาพ มจธ.บางมด) อ.สงกรานต์ และ กระผม
 

ก็ได้ทราบความเป็นมาเรื่องการส่งเสริมการใช้จักรยานในมหาลัยว่า

ผู้บริหาร ส่งเสริมเรื่องหลักการมหาลัยสีเขียว
เลยส่งเสริมการใช้จักรยานและการเดิน
 
มจธ. บางมด เนื้อที่ไม่ใหญ่ เหมาะกับการทำเรื่องนี้มาก
 
ทางอาจารย์ เลยลองทำโครงการ
 
แล้วของบสนับจาก บริษัท Coca-Cola ประเทศไทย
 
เรื่องดีๆ แบบนี้โฆษณาให้เลยแล้วกัน :)
 
แล้วทางมหาลัยก็ให้การสนับสนุนอาคาร Green Society
เมื่อมีอาคารแล้ว ก็ต้องมีคนจัดการบริหารตรงนี้
 
เลยจ้างคนมาบริการจัดการดูแลตรงนี้ให้ :)
 
 
ซึ่งอาจารย์ก็เล่าอีกว่า 

มหาลัยอื่นที่ขอการสนับสนุนงบจาก Coca-Cola 
ส่วนใหญ่จะของงบซื้อจักรยาน
 
แต่สำหรับ มจธ. บางมด ไม่ใช่มีจักรยานอย่างเดียว

มีทำ "นวัตกรรม (Innovation)" ด้วยนะ
 
 
ซึ่งนวัตกรรมที่ทำอยู่ตอนนี้มี 2 อย่าง
 
1.ที่จอดจักรยานระบบ electronic ได้จัดประกวดนวัตกรรมนี้
โดยให้นักศึกษาทำส่งออกมาประกวด แล้วได้ต้นแบบออกมา 
 
 
ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วยนะเออ... :)



อธิบายวิธีการใช้งาน
 
ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองใช้ครับ :)
 
 

2.ระบบ Tracking จะเป็นลักษณะคล้ายๆ ระบบ GPS ติดที่ตัวจักรยาน
แล้วทำระบบ online ประมาณ Live Tracking ปั่นไปที่ใด ทางใด
ปั่นไประยะทางเท่าไหร่ เพื่อเป็นการยืนยันได้ว่าจักรยานได้ถูกใช้งานใช้ประโยขน์จริงๆ 
อาจจะมีการเก็บสถิติอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ และอาจจะต่อยอดทำอะไรได้อีก 
 
ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงดำเนินการจัดทำอยู่ครับ :)
 

แล้วชมรมจักรยานภายในมหาลัย 
มีทั้งชมรมของนักศึกษา และชมรมของอาจารย์ บุคลากร
 
เวลาทำงานก็ทำงานร่วมกันแล้วอาจารย์ก็น่ารักเป็นกันเอง นักศึกษาเข้าถึงง่าย
เวลาขอความร่วมมือทำงานร่วมกันก็จะได้รับความร่วมมืออย่างดี
 
ทำงานได้อย่างเข้าใจและมีความสุขครับ :)


นอกจากนี้แล้ว ทางมหาลัยได้คำนึงถึงชุมชนโดยรอบ
 โดยการทำกิจกรรมจักรยาน
 
ปั่นสำรวจลงพื้นที่สัมผัสวิถีและความต้องการของชุมชน
 
 
ยิ่งพูดถึงกิจกรรมจักรยานใน มจธ. บางมด
แล้วเป็นมหาลัย
 
มีกิจกรรมจักรยานแทบจะตลอดทุกสัปดาห์
 
โดยใน 1 สัปดาห์จะจัด 2 กิจกรรม คือ
 
 
1."Bike Friday" จัดทุกวันศุกร์
เป็นลักษณะปั่นสนุกๆ ระยะทางใกล้ๆ ขาอ่อนก็เข้าร่วมได้
 
2."Saturday Ride Fever" จัดทุกวันเสาร์
เป็นการปั่นที่มีระยะไกลขึ้นมานิดนึง
ใช้ความอึดเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยถ้าเทียบกับกับ Bike Friday
 
กิจกรรมก็มีทั้งความสนุก
และได้ลงสัมผัสกับสภาพวิถีชุมชน
 
ลงไปทำกิจกรรมอาสากับชุมชน
เพื่อที่จะได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนโดยรอบครับ :)

ส่วนกิจกรรมประจำปีที่ทาง มจธ. ได้จัดเป็นประเพณีจักรยาน
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง มจธ. 2 วิทยาเขต คือ
 
จักรประเพณี มจธ. บางมด - บางขุนเทียน 
 

ซึ่งจัดครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว
 
"ประสบความสำเร็จเกินคาด"

ไม่นึกว่าคนจะให้ความสนใจเยอะมาก 
ถึงกับต้องไปยืมจักรยานจากต่างมหาลัยเพื่อรองรับงานนี้ :)

 
ผมประทับใจแนวคิด อ.สุชาดา 
ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดออกมาว่า

"การทำอะไรให้เริ่มจากจุดเล็กๆ 
ถ้าสำเร็จแล้วค่อยขยายไปทีละนิด
 
ถ้าเสี่ยงทุ่มสรรพกำลังลงทุนขนานใหญ่ 
แล้วสุดท้ายถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จ 
โครงการล้ม เสียเงินสูญเปล่า"
 
 
คุยแลกเปลี่ยนเสร็จก็จัด Trip ปั่น
 
 
"Saturday Ride Fever" นัดพิเศษ :)
 
 
 
เป็น Trip สั้นๆ เพราะทางผมและ อ.สงกรานต์ มีคิวต้องไปที่อื่นกันต่อ
 
 


โดยการปั่นริมคลองบางมด 
 
เนื่องจากว่าผมเป็นนักปั่นจักรยานแม่บ้าน
อ.สุชาดา ก็เลยเลือกปั่นจักรยานแม่บ้านใน trip นี้ครับ
 
 
ขออนุญาตอาจารย์นะครับ


"อาจารย์น่ารักอ่ะ" >_____<


เป็นเส้นทางฝั่งซ้ายเป็นบ้านเรือนริมคลองส่วน ฝั่งขวาเป็นคลองเล็กๆ
ก็ปั่นเลียบไป ดูวิถีชิวิต วิถีชาวบ้านมีการทำประมงเล็กๆ มีดักยกยอ 
 
 
 
 
แม้แต่ทางเลียบคลองมีพ่นสัญลักษณ์จักรยานด้วย :)
 
 
 
 
มีเรือชาวบ้านผ่านมาเรื่อยๆ
 
ทางบางช่วงอาจจะมีขึ้นๆ ลงๆ บ้าง
 
 
บรรยากาศเย็นๆ อารมณ์ชิลๆ กำลังดีครับ :)
 
 
 
ปั่นไปได้ระดับนึงถึงจุดที่จะวกกลับตัดเข้าถนนแล้ว

ขอถ่ายภาพรวมเป็นที่ระลึกหน่อย :)

 
 
 
จากนั้นก็เดินทางปั่นกลับเข้ามหาลัยครับ

ระหว่างทางได้มีการวางแผนการเดินทางที่ถัดไปครับ
ซึ่งคำนวณระยะทางกับระยะเวลาแล้วน่ากระชั้นชิดมากๆ
 
แล้วอาจจะถึงช้าเป็นช่วงโมงๆ

แล้วสุดท้ายก็ปั่นถึงหน้ามหาลัย
 
 


ขอถ่ายภาพรวมกลุ่มเป็นที่ระลึกก่อนจากครับ :)
 
 
 
 
 


สำหรับการให้คะแนนสำหรับ มจธ. บางมด

"ทุกอย่างลงตัว Perfect มากๆ"

- แค่สัญลักษณ์ Share The Road หัวใจ 3 ดวง มันเป็นอะไรที่บ่งบอกในตัวของมันเอง :)

- Green Society ศูนย์บัญชาการด้านจักรยาน


- เอาขยะมาแลกคะแนนปั่นเป็น  Gimmick สุด Chic เข้ายุคสมัยคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม :)


- การใช้จักรยานในมหาลัยก็มีใช้อยู่


- ที่จอดจักรยานที่มีรองรับภายในมหาลัย


- มีชมรมจักรยานทั้งนักศึกษา อาจารย์บุคลากร


- แล้วชมรมรวมตัวทำกิจกรรมจักรยานอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง


- แถมไม่ได้จัดปั่นทิ้งๆ ขว้างๆ ยังสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนอีก


โอ๊ย....ประทับใจจนบอกไม่ถูก >______<

เกรดสูงสุดคือ A

ให้ A+ เลยแล้วกันครับ :)
 
 
แถมเป็นการทัวร์มหาลัยที่ประทับใจมากๆ เลยครับ
 
ขอบพระคุณมากๆ ครับสำหรับการต้อนรับ
การพูดคุยแลกเปลี่ยนและ Saturday Ride Fever นัดพิเศษ
 
ถ้าหากน้องๆ หรือทีมงาน หรืออาจารย์แวะมาหาดใหญ่
 
ยังไงก็ผมและทีมหาดใหญ่ยินดีต้อนรับด้วยไมตรีจิตดียิ่งครับ :)
 
-----------------------------------------------------------------------------------------

พอเหลือบดูเวลา เริ่มใกล้ๆ ค่ำแล้ว 
ปั่นไปไม่ทันแน่ๆ เลยตัดสินใจ

โบก Taxi เพื่อจะให้ไปทันเวลา
ส่วนจักรยานฝากไว้ที่ Green Society ก่อน
 
ค่อยนัง Taxi กลับมารับจักรยานปั่นกลับที่พักแล้วกันครับ :)


ถึงช่วงเวลาขายของครับ \m/
 
 
 
1. งานปั่นประเพณี มจธ. บางมด - บางขุนเทียน ปีที่ 2
 
จะจัดในวันที่ 9 ส.ค. นี้



สนใจก็ไปสมัครร่วมปั่นกันได้
หมดเขตรับสมัคร 31 ก.ค. นี้ครับ 

รายละเอียดเพิมเติมสมัครเข้าไปดูได้ใน Facebook

https://www.facebook.com/KMUTTBikeTradition


2. กิจการจักรยานใน มจธ.บางมด
 
ดีและเจ๋งขนาดไหน?

รายการ
 
Human Ride
จักรยานบันดาลใจ

ได้ไปถ่ายทำมาแล้วครับ
 
ติดตามได้ในวันอาทิตย์
เวลา 4 ทุ่ม 5 นาที ทาง ThaiPBS

ได้ข่าวว่าเทปบางมดน่าจะ on-air ช่วงสิงหาคมนี้
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงก่อนหรือหลังปั่นประเพณี

ถ้าไม่เจ๋งจริง?

รายการนี้ไม่มาถ่ายให้เสียยี่ห้อนะครับ
อันนี้รับประกัน :)

 
 
(อ้างอิงจาก Teaser รวมของรายการ Human Ride จักรยานบันดาลใจ Season 2)



ภาพสุดท้ายที่ถือป้าย Bike Friday คือคุณแจ็ค นั่นเองครับ :)


--------------------------------------------------------------------------------------------------------

จบตอนที่ 4....
โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
ป.ล. ขอขอบคุณน้องแป้ง ชมรมจักรยาน นศ. มจธ. บางมด สำหรับการประสานงาน
ขอขอบคุณภาพจาก อ.สุชาดา คุณแจ็ค ทีมงาน มจธ.บางมด และ อ.สงกรานต์ ครับ -/\-

 

 

edit @ 27 Jul 2014 01:47:56 by SammieChinmai

edit @ 27 Jul 2014 09:52:39 by SammieChinmai



ตอนที่ 3 - มธ. ท่าพระจันทร์ - ศิลปากร - จุฬาฯ 
 
--------------------------------------------

12 July 2014

ตื่นเช้าขึ้นมา อาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน
ใส่เสื้อ เมื่อวานใส่ชุดเก่งเสื้อลายขวางขาวเทา
ส่วนวันนี้ใส่เสื้อ Hat Yai Critical Masss สีเขียว

จัดเตรียมของเรียบร้อย ก็เตรียมออกครับ
เข็นจักรยานลงมา แล้วเช็คอาการถ้วยแกนล้อบิ่น

มันบิ่นมากจนแบบคิดว่าไม่น่าจะไหว 
พอตอนจะยัดกลับดันทำลูกปืนหล่นหายไปไหนไม่รู้
แถมที่ร่ม ไม่ค่อยมีแสง มันกลมกลืนไปกับรอยจาระบี 

หาไม่เจอครับ

สุดท้ายจึงใช้วิธีแก้ปัญหาแก้ขัดไปก่อนโดยการ

"ยัดเศษกระดาษแทนให้แน่น"

อุดไว้เพื่อแก้ล้อส่ายไปในตัวด้วย

รู้ทั้งรู้ว่ามันปั่นแล้วหนืดมากกว่าปกติ
แต่คำนวณเส้นทางช่วงแรกใกล้ๆ 
ไป แถวๆ มธ.ท่าพระจันทร์ / ม.ศิลปากร
แล้วก่อนปันไปจุฬาฯ ค่อยไปหาร้านอะไหล่เปลี่ยนแล้วกัน 
 
 
 
ช่วงแรกกะจะปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์ครับ
ได้แผนที่ที่ขอจากพี่แนนเมื่อวันก่อนมา

ก็เล็งๆ ดูๆ ว่าจะไปตรงนู้นตรงนี้
แต่เนื่องจากว่าเสียเวลาไปกับการซ่อมล้อไป 1 ชม.
ทำให้เหลือเวลาเที่ยวน้อยเหลือเกิน

ตอนแรกสุดก็ปั่นเส้นถนนพระอาทิตย์ 
ผ่านป้อมพระสุเมรุ
 
 
 
 
 
 
มีเลนจักรยานอยู่ เช้าๆ รถน้อย เพราะเป็นวันหยุดยาว :)
 
 
 

แล้วไปตัดออกทางไหนแล้วจำไม่ได้เแล้วเข้าไปปั่นวนในสนามหลวง
 


พอเข้าสนามหลวงแล้วผมปั่นวกกลับไปมา ไม่ได้ปั่นเป็นรอบๆ
ปั่นไปได้พักนึง ขอเก็บภาพฉากหลังวัดพระแก้วหน่อยแล้วกัน
 
 
 
 

จากนั้นก็ใกล้หมดเวลา ก็ปั่นไป Cafe Velodome ครับ
 
 
 
สังเกตได้ว่าถนนสนามหลวง ฟาก มธ. ท่าพระจันทร์ จะมีเลนจักรยานอยู่ด้วย 
 งั้นก็เข็นจูงข้ามถนนอีกฟากแล้วปั่นตรงเลนจักรยานแล้วกัน :)
 
 
 
 
~~~ Cafe Velodome #2 ~~~
 

กำหนดการแรก มาที่นี่เผื่อใครอยากจะมาพูดคุยพบปะแลกเปลี่ยนกัน
ก็สั่งคาปูชิโน่เย็น เมนูกาแฟแก้วโปรดแก้วประจำไม่ว่าจะไปที่ไหน

นั่งกินได้สักพักนึง มีนักปั่นที่เป็น idol ของใครหลายๆ คนมาทักทายครับ

ท่านผู้นั้นคือ 

คุณหมอ สุกมล วิภาวีพลกุล
 
 


ถ้าใครเคยดู "ชูรักชูรส" ยุคที่คุณฮาร์ทเป็นพิธีกรมาก่อน
ใช่แล้วครับ คุณหมอเป็นคุณหมอวิทยากรประจำรายการครับ

สำหรับผมคุณหมอสุกมลถือว่า
 
เป็น idol ของ

"ผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน"

คุณหมอบอกว่าปั่นจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นจากบ้านมาหาผมโดยเฉพาะ

 
ผมปลื้มมากๆ จนบอกไม่ถูกเลยครับ ^ ^

ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
 
คุณหมอเล่าว่าใช้จักรยานมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ
มีบางช่วงก็ใช้มอไซค์บ้าง แต่สุดท้ายก็ลงท้ายด้วยจักรยานครับ

คุณหมอเล่าถึงแรงบันดาลใจในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
ก็มีคุณฮาร์ท (สุทธิพงศ์) ถือเป็น idol
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนจบสูง มีฐานะ แต่ใช้ชีวิตติดดินมาก

คุณฮาร์ทเป็นคนแรกๆ ในเมืองไทย
ที่ใช้จักรยานพับขึ้นบน BTS เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
(ตอนนั้้นยังไม่มีกระแสจักรยานเลย)


กลับมาสู่เรื่องของคุณหมอครับ 

จักรยานของคุณหมอมีหลายค้นหลายประเภท
 

แล้วเป็นคนที่รู้จักเลือกใช้จักรยานตามความเหมาะสมของการใช้งานนั้นๆ

ปั่นไปไกลๆ ใช้จักรยานที่มีประสิทธิภาพ มีเกียร์ดีหน่อย

เดินทางไปบรรยายต่างจังหวัดบ่อย ก็หิ้วรถพับไป สะดวกคล่องตัว

ไปที่ทำงานใกล้ๆ ก็ใช้จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นราคาไม่แพง lock กับที่จอดไว้
แล้วไปต่อระบบขนส่งมวลชน สบายใจยามปั่น อุ่นใจยามจอด 
เพราะถึงหายก็ไม่เสียดายมาก ( อันนี้ผมเติมเอาเอง  :) )
 
 
ข้างๆ จักรยานสีแดงของผม เป็นจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นของคุณหมอครับ
คันเบาะสีดำนะครับ  ไม่ใช่สามล้อ :)

 
 
 

จากนั้นก็คุยแลกเปลี่ยนกัน คุณหมอก็โชว์ภาพจักรยานแปลกๆ ให้ดู
บางภาพผมถึงกับเงิบไปเลยครับ 55555

จากนั้นก็ขอถ่ายกับจักรยานเป็นที่ระลึก
 
 
 
 
 
พี่ที่ร้าน Cafe Velodome ครับ :)
 
 
 
คุณหมอกับจักรยานเดี่ยวๆ :)
 
 

ถ่ายเสร็จคุณหมอก็ลอง test drive ของผม
คือเนื่องจากสภาพมันโทรมมากจริงๆ เลยถึงกับพูดออกมาประมาณว่า

นี่คุณขี่ไปได้ไงเนี่ย? บังคับยากมากๆ

คือสภาพตอนนั้นโทรมมากจริงๆ 
ทั้งล้อหลัง ระบบเบรค อาน แถมบันไดหลวมอีก

ผมก็ลอง test drive จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นของคุณหมอดูบ้าง
เป็นแม่บ้านเกียร์ดุม ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่า 6 speed ก็ปั่นลื่นดีครับ
เบาะนุ่ม แต่อาจจะไม่ชินที่ผมไม่ได้ขี่จักรยานประมาณแฮนด์ตรงนานแล้ว


เพราะผมชินกับแม่บ้านคู่กายที่แฮนด์ออกแนวสูงๆ คล้ายๆมอไซค์ช้อปเปอร์

จากที่ test drive ได้พักนึง อ.สงกรานต์ ก็เข้ามาพอดี 
เลยคุยกันออกรสออกชาติมากขึ้นตามภาษาคนรักจักรยาน 
 
 

สุดท้ายก่อนจาก คุณหมอก็เลี้ยงแซนวิซ 1 จาน

ขอบคุณคุณหมอที่มาคุยพบปะแลกเปลี่ยนกันครับ
มีโอกาสหวังว่าคงได้เจอกันอีก ไม่ในบางกอกก็หาดใหญ่ครับ :)


 
~~~ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ~~~
 

หลังจากที่อาจารย์สงกรานต์มา ก็คุยติดลมเพลินไปหน่อย
เลยทำให้กำหนดการนัดที่ผมนัดไว้บริเวณลานปรีดีฯ ช้าไปหน่อย

ผม กับ อ.สงกรานต์ ก็ปั่นไปจุดนัดพอคือที่ลานปรีดีฯ

ไม่เจอใครแม้แต่คนเดียวครับ

ก็อย่างที่เคยบอก มี 2 สมมุติฐาน

1.มารอแล้วไม่เจอเลยกลับก่อน
2.ไม่มีใครมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

จริงๆ แล้วรู้งี้น่านัดที่ Cafe Velodome ทีเดียวไปเลย
ถึงเวลาก็ออกปั่นทัวร์ใน มธ. น่าจะดีกว่ามารอหน้าลานปรีดีฯ 
เพราะช่วงสายๆ อากาศร้อนนิดนึง

เมื่อไม่มีใครก็ถ่ายรูปกันเองแล้วกันครับ
 
 
 
 
 
 
ถ่ายเสร็จก็ซ่อมเบรคหลัง ใส่สายเบรคกลับ
อ.สงกรานต์ ก็ช่วยซ่อมด้วย

ซ่อมเสร็จ ก็ออกปั่นทัวร์ใน มธ. นิดหน่อยครับ
 
 
 
สนามกีฬา มีโดมอยู่เป็น background :)
 
 
 
 
ตราประจำมหาวิทยาลัย :)
 
 
 
รั้วมหาลัย นอกจากมีหอประชุมใหญ่แล้ว มีปื่นใหญ่ด้วย :)
 
 
 
สำหรับระบบจักรยานใน มธ. ท่าพระจันทร์
เนื่องจากว่าใช้เวลาปั่นสำรวจนิดเดียว 
 
จึงทำให้ไม่สามารถห้คะแนนประเมินได้ครับ
 
 
 

 ~~~ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ~~~
 

จะว่าไปทั้ง มธ. ท่าพระจันทร์ และศิลปากร วังท่าพระ
ผมเคยมาขนหนังสือหนีน้ำท่วมตอนช่วงปี 54

แต่ ม.ศิลปากร ผมเข้าไปแค่หอสมุดอย่างเดียว
ไม่ได้เข้าสำรวจภายในมหาลัยอะไรมากแบบ มธ.

วันนี้มาอีกครั้ง ก็ถือโอกาสเข้าไปสำรวจดู
 
 
 
ที่นี่จุดนัดอยู่หน้าหอสมุด

ผมกับ อ.สงกรานต์ ก็มาใกล้ๆ เวลานัด
 

"ก็ไม่เจอใครแม้แต่คนเดียวเหมือนเดิม"
 

แต่ก็ไม่ซีเรียสครับ :)

ตอนมาหอสมุดครั้งแรกผมก็ไม่ได้สังเกตสังกาอะไรมาก

พอ อ.สงกรานต์บอกว่าเห็นต้นไม้เป็นรูปหัวใจ :)

ผมก็เลยลองดู 
 

เฮ้ย...ใช่จริงๆ ด้วย :)
 
 
 
 
 
พอรอไปได้พักนึง จนรู้ชัวร์ว่าไม่มีใครมาแน่ๆ แล้ว
จึงปั่นทัวร์ในมหาลัย

ตอนแรก อ.สงกรานต์ พาปั่นออกนอกมหาลัย
เพื่อจะเดินทางไปจุฬาฯ ต่อ

แต่ผมก็ทักว่า ผมยังไม่ได้เข้าไปปั่นสำรวจข้างในเลย
อาจารย์จึงพาวกกลับเข้า

พอปั่นเข้ามหาลัยมา เดินเข็นผ่านสวนแก้ว
ปั่นสำรวจไปได้นิดเดียว....

อาจารย์บอกว่า
 
"ก็มีแค่นี้แหล่ะ"

 
 
ผมก็อึ้งรับประทานเลย

เฮ้ย...มีแค่นี้จริงๆ หรอเนี่ย?
 
 
 
จากนั้นก็ถ่ายรูปป้ายฝังศพศาสตราจารน์ศิลป์ พีระศรี
 
 
 
 
 

แล้วก็ถ่ายคู่กับรูปปั่นศาสตราจารน์ศิลป์ พีระศรี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โดยมีคำทีท่านพูดไว้กินใจไว้ระลึกว่า

"พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว" 
 
 
 


คงไม่ต้องตีความอะไรมากครับว่าหมายถึงอะไร :)
 
 
 
ภายในมหาลัยบางจุดมีจักรยานกองๆ ไว้ให้เห็นบ้าง
 
 

มีที่จอดจักรยานที่ออกแบบแนวดู "แนว" กว่าหลายๆ ที่ที่ผมเจอ 
 
 
 
เดินสำรวจไปเรื่อยๆ :)
 
 
สวนแก้ว :)
 
 
 
คณะโบราณดคี
 
 
 
:)
 
 
 
 
 

จะว่าไปภายใน ม.ศิลปากร วังท่าพระ 
โดยความเห็นส่วนตัว

"เป็นที่ที่เหมาะสมกับการเดินมากกว่าที่จะปั่นจักรยานสัญจรภายใน"

เพราะเป็นมหาลัยที่มีพื้นที่เล็กจริงๆ เดินไปไม่กี่สิบก้าวก็ทะลุกันหมด 

แต่ถ้าหากบุคคลหรือนักศึกษาที่ปั่นจักรยานมาจากภายนอก
ก็มีที่จอดจักรยานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

สำหรับการประเมิน

สถานที่เล็ก ร่มรื่นมาก ไม่ต้องใช้จักรยานปั่นในมหาลัยเลยก็ได้
แต่ถ้าปั่นจากข้างนอกเข้ามหาลัย ก็มีที่จอด แต่ก็ไม่มากนัก

ถ้าให้แค่ประเด็นที่จอดที่มีไม่เยอะอย่างเดียว

ให้ C ครับ :)
 
-------------------------------------------------------------------------------------
 
หลังจากสำรวจ ม.ศิลปากร เสร็จแล้ว 
ก็ปั่นจักรยานเดินทางไปยังจุฬาฯ ครับ
แต่เนื่องจากอย่างที่บอกไปก่อนหน้า

สภาพจักรยานโทรมสุดๆ 
ใช้กระดาษยัดแทนลูกปืนไม่ให้ล้อหลังส่าย

ปั่นไปทรมานมาก มันหนืดมาก T_T

ปั่นไปได้พักใหญ่ๆ อ.สงกรานต์ ก็ได้พามาย่าน "วรจักร"
(ย่านที่แก๊งค์ DG แนะนำให้มาหาอะไหล่จักรยาน)

ตอนแรกไปร้าน ไม่แน่ใจว่าฮั้วโอโต้หรือเปล่า

ว่าซ่อมจักรยาน ไม่ทราบว่ารอรับได้หริอเปล่าครับ

ช่างตอบมาเสียงแข็งว่า 

"รอไม่ได้"

เมื่อรอไม่ได้ ผมก็ใจร้อนขี้เกียจหาร้านอื่นแล้ว
เลยตัดสินใจ

"ซื้ออะไหล่มาซ่อมเอง" 

ก็ซื้อแกนล้อหลัง กับลูกปืน

ก็จัดแจงซ่อมตรงทางเท้าขอบๆ
หน้าร้านจักรยานร้านนึง 

บอกขอใช้ทางเท้าหน้าร้านหน่อย ก็ตอบรับอย่างดี
 
จัดแจงถอดล้อออก!!!!
 
 
ขยายครับ ที่ช่อง 4 เหลี่ยมคือสภาพถ้วยที่ติดกับแกนล้อบิ่น
ทำให้ลุกปืนหล่น ล้อส่าย ก่อนหน้าก้ใช้กระดาษอัดแทน ปั่นแล้วหนืดมาก
 
 

เวลาถอดแกนหล้อหลัง ต้องใช้ประแจเบอร์ 17 
ซึ่งไม่มีเบอร์นี้ติดไว้ทั้งของผมและ อ.สงกรานต์

เลยตัดสินใจขอยืมร้านซ่อมมอไซค์ที่อยู่ใกล้ๆ กัน

ระหว่างนั้น....
มีขบวนจักรยานขนระฆังอะไรสักอย่างน่าจะไปถวายวัด

ผมกับ อ.สงกรานต์ ก็รีบซ่อม
ไม่ได้คุยอะไรกลับกลุ่มจักรยานกลุ่มนั้นมาก
 
แค่สอบถามว่ามาจากไหน
ก็ตอบไปมาว่าจากหาดใหญ่
รถมีปัญหาผมต้องซ่อมเอง

ผมก็รีบ อาจารย์ก็รีบ
 

รีบจนไม่ได้คุยกับกลุ่มจักรยานกลุ่มนั้น
ได้ยินเพียงแต่แว่วๆ ว่า
ผมน่าจะมาปั่นรณรงค์อะไรซักอย่างแน่ๆ 

จากนั้นก้เข้าสู่โหมดโลกส่วนตัว รีบซ่อมต่อไป

พอถอดแกนล้อที่ลูกถ้วยบิ่นออกแล้วแล้ว 
ใส่แกนล้อใหม่เข้าไปแล้ว ต้องยัดลูกปืนเข้าไปด้วย

แต่...

ไม่มีจาระบีอัดลูกปืน

ก็ขอจากร้านซ่อมมอไซค์เจ้าเดิม

อัดจาระบีเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก็ตั้งจี๋ ตั้งจนพอคิดว่าใช้ได้แล้วก็ใส่หลังล้อกลับ

อ.สงกรานต์ สังเกตเห็นเบาะหลังตัวน็อตหาย
ก็เลยแนะนำว่า ไหนๆ ก็มาแล้วก็ซื้อของซ่อมให้เสร็จทีเดียวไปเลย

เลยซื้อน็อตแสตนเลส 
ก็อุดหนุนเจ้าร้านซ่อมมอไซค์ที่ยืมประแจขอจาระบีนี่แหล่ะ 

จากนั้นก็ปั่นไปหาของกินเติมพลังมื้อเที่ยง
ก็ละแวกวรจักรนี่แหล่ะ

ละแวกนี้ร้านซ่อม อะไหล่จักรยานเยอะจริงๆ
เลยตัดสินใจซื้อยางเบรค ผ้า drum break เพิ่ม

ราคาจำไม่ค่อยได้ว่าเท่าไหร่แล้ว 

แต่รู้สึกว่ายางเบรคคู่ละ 20 บาท
ผ้า drum break อันละ 30 บาท

ราคาถูกกกว่าหาดใหญ่ 
แถมซื้อมาเผื่อ service เองคุ้มกว่ากันเยอะ 

ไม่ต้องเสียค่าช่าง 

จากนั้นก็เดินทางปั่นไปจุฬาฯ ต่อ ครับ 
 
 
 
~~~ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ~~~

เติมพลัง กับซื้ออะไหล่ที่วรจักรเสร็จแล้ว ก็บึ่งมุ่งหน้าไปจุฬาฯ
คราวนี้ล้อหลังลื่นขึ้น แน่นขึ้นปั่นได้ดั่งใจ

แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องที่บันไดบั่นมันหลวมๆ

เสียงสีกัน .....เอี๊ยดๆๆๆๆๆๆๆๆ

ถ้าปั่นไม่เร็ว ไม่ไกลก็ไม่ค่อยมีผลอะไรมาก
แต่ถ้าปั่นไกล ปั่นเร็วๆ
 
รับประกันว่าเข่ามีสะเทือนแน่ๆ

ปั่นจนมาถึงจามจุรีสแควร์ ก็หาทางเข้ามหาลัยครับ
ถามยามบริเวณนั้นบอกว่าต้องเข้าอีกฟากนึง

สุดท้ายเลยตัดสินใจปั่นบนฟุตบาธ
พอถึงจุฬาฯ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเข้าทางประตูไหน คณะอะไร

จุดนัดพบอยู่บริเวณม้านั่งคณะสถาปัตย์ฯ

ก็ถามยามครับ

จำไม่ได้แล้วว่าปั่นเข้าไปทางไหน
สุดท้ายก็ใช้สัญชาติญาณเดิมๆ 

คือปั่นดุ่มๆ ไป

ถึงแม้จะดุ่มๆ แต่ก็มีหลักอยู่
ต้องหา landmark หลักให้เจอ

คือ พระบรมรูป 2 รัชกาล

ฝากที่ปั่นเข้ามาเป็นโซนคณะวิทยาศาสตร์,วิศวกรรม

ผมจำได้ลางๆ มากๆ 
ว่าคณะสถาปัตย์น่าจะอยู่ฟากตรงข้าม
อยู่ฟากเดียวกันกับคณะศิลปกรรมฯ 


พอมาถึงคณะสถาบัตย์แล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ก็เดินสำรวจหาคนครับ

ไม่เจอใครอีกเช่นกัน

ก็อย่าง 2 สมมุติฐานที่บอกไปก่อนหน้านั้นแหล่ะครับ

เดินสำรวจแถวๆ คณะสถาปัตย์อีกครั้ง
 
ก็เจอจักรยานมหาลัยครับ
 
 
ตรงหน้าคณะก็จอดที่จอดมอไซค์
ทั้งของส่วนตัว ทั้งปันปั่น (สีเขียว) และของมหาลัย
 
 
 

ของมหาลัยป้ายมีทั้งตราพระเกี้ยว และตราการไฟฟ้านครหลวง
เดาว่าการไฟฟ้าฯ น่าจะเป็นคนผู้สนับสนุนจัดซื้อ

แต่ผมไม่ทราบว่าจักรยานรุ่นนี้เป็นระบบให้ยืมอะไรยังไง
จะถามก็ไม่มีนิสิตอยู่ ก็ไม่เป็นไร เก็บไว้ให้คาใจเล่นๆ 

จากนั้นก็ปั่นสำรวจภายในมหาลัย
 
ก่อนจาก....
 
 
ขอถ่ายจักรยานคู่กับระบรมรูป 2 รัชกาลครับ 
 


จากนั้นก็ปั่นก็สำรวจไปได้ระดับนึง ก็ไม่ทั่วอีกนั่นแหล่ะ
ถึงแม้จะไม่ทั่ว ก็ยังพอเห็นอะไรเกี่ยวกับระบบที่สนับสนุนจักรยานอยู่บ้าง

1.มีเลนจักรยานบางช่วง (จำไม่ได้แล้วว่าช่วงไหน)
 
 

2.ที่จอดจักรยาน (บริเวณคณะวิศวกรรม)
ที่ออกแบบมาไว้สำหรับ lock ตัวเฟรมได้
แถมน่าจะทำด้วยสแตนเลสหนาอย่างดี
แสดงถึงความใส่ใจอย่างดีเลยครับ 
 
 


 
 
 
 
 
ถ้าจะให้คะแนน ด้วยปัจจัยเท่าที่พบและเห็นอยู่ในเวลาจำกัด

คือจักรยาน (น่าจะ) ให้ยืม
แต่ผมก็ไม่ทราบในรายละเอียดว่ามีการดำเนินการระบบอย่างไร

เลนจักรยานบางจุด และที่จอดจักรยานที่ทำมาอย่างดี 

ให้ C+ ครับ

แถมอีกนิดนึง สภาพแวดล้อมในจุฬาฯ ร่มรื่นมาก มีต้นไม้เยอะ 
ผมว่าน่าจะปั่นจักรยานได้ฟินเลยละ 
 
ก่อนจาก กำลังจัดเตรียมสถานที่งาน
 
 
 
จุฬาฯ อาสาช่วยกาชาด
 
 
 
 
 
แล้วก็ปั่นออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่สถาบันถัดไป :)
 
 
 
จบตอนที่ 3
 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป......
 
 
ป.ล. 1 ขอบคุณภาพถ่ายจากคุณหมอสุกมล และ อ.สงกรานต์ ครับ -/\-
 
ป.ล. 2 สำหรับนิสิต นศ. ที่รักการปั่นจักรยาน
 
ในวันที่ 14-15 สิงหาคมนี้

จะมีการจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
โดยทาง a day และ โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) 
มีชื่องานว่า....
 
Active Campus Network

ซึ่งเ
ป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้
นิสิต/นศ.ในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมรณรงค์
ส่งเสริมการใช้จักรยานในมหาวิทยาลัย
 
Active Campus Network มีกลุ่มเป้าหมาย
ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
 
กว่า 12 แห่งทั่วประเทศ 
 
โดยจะจัดที่จุฬาฯ ตามสถานทีในใบประกาศครับ

หากสนใจ?
ลองสอบถามรายละเอียดจาก
 
 
 
กลุ่มกิจกรรมองค์การนิสิต/นศ. 
ชมรมจักรยานภายในมหาลัยของท่านครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก
 
 

 

edit @ 24 Jul 2014 16:48:46 by SammieChinmai

edit @ 24 Jul 2014 16:49:55 by SammieChinmai

edit @ 24 Jul 2014 16:50:35 by SammieChinmai

 
 
ตอนที่ 2 - เมืองนครปฐม - ศาลายา - บางกอก 


--------------------------------------------


11 July 2014

ผู้กระเป๋าสัมภาระท้ายเบาะหลัง
จุดหมายแรกก็ปั่นไป สถานีรถไฟศาลายา 
เพื่อนัดพบผู้ที่สนใจก่อนที่จะเข้าไปปั่นใน ม.มหิดล ศาลายา

จากนั้นการปั่นเดินทางเข้าจึงเริ่มขึ้น!!!
 


~~~ เมืองนครปฐม - ศาลายา ~~~
 
 
สายแล้ว ไม่มีเวลาเที่ยว
เลยตัดสินใจออกยิงทันทีปั่นออกจากสถานีรถไฟ
 
ไปถนนสายอะไรแล้วไม่รู้
รู้แต่ว่ามีป้ายว่า ไปกรุงเทพ ก็ปั่นไป
 
ลักษณะก็เป็นถนนเล็กๆ รถไม่เยอะ ปั่นคล่องตัวดีครับ :)
มีปั่นอัดทรมานจักรยานบ้างบางจังหวะ

ปั่นไปพักใหญ่ พอถึงทางแยก
เริ่มไม่มั่นใจเลยจอดถามชาวบ้านครับ

ได้คำตอบแล้วก็ปั่นจนเข้าถนนเพชรเกษม

สายแล้ว ไม่สนแล้ว ยิงต่อไป

เจอรถเมล์ท้องถิ่น ตามหลังบีบแตร
 
เลยรีบปั่นอัดหนีก่อนที่จะโดนตัดเข้าเบียดซ้ายสุด
 
ได้อารมณ์ใกล้เคียงเมืองหลวงขึ้นมาแล้วล่ะ
จึงเริ่มปั่นระวังมากขึ้น

ปั่นยาวมาจนเลยแยกนครชัยศรี
เข้า 7-11 ซื้อน้ำ เกลือแร่ ขนม
 
ดูเวลาแล้วว่าอาจจะสาย 1 ชม.
เลยแจ้งข่าวทาง facebook ไป


แล้วยิงต่อไปเรื่อยๆ
คล้ายๆ ว่าใกล้ถึงศาลายา
 
 
แต่ยังไม่เห็นป้ายอะไรเลย
พอใกล้ถึง ถนนพุทธมณฑลสาย 7
เจอวินมอไซค์แถวๆ นั้น
 
 
ถามว่าศาลายาไปทางไหน 
 
ก็ได้คำตอบว่าเข้าพุทธมณฑลสาย 7 นั่นแหล่ะ 
เจอป้อมตำรวจแล้วเลี้ยวขวา แล้วปั่นวกขึ้นสะพานข้าม
 
 
ปั่นไปเห็น 4 แยกป้อมตำรวจก็เลี้ยวขวา
เข้าถนนบรมราชชนนีมันจะเป็นเลนสวนแยกออกมา 
เพื่อโดยสารไปจนถึงจุดวกกลับใต้สะพาน 
 
 
พอข้ามสะพานไปเท่านั้นแหล่ะ
สภาพถนนบรมราชชนนี โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อ
ระหว่างถนนกับไหล่ทางที่ไม่ลาดยาง ขรุขระๆ


มันโคตรของความไม่ smooth เอาเสียเลย
 
 
รอยต่อจะเป็นแนวลาดยางมะตอยเป็นขั้นๆ ต่างระดับ 3 ชั้น
 
ลองจินตนาการถึงขนมชั้น ที่มี Layer 3 ชั้นแต่ไม่ตัดเฉียง
ตัดทีละชั้นเป็น step คล้ายๆ ขั้นบันได
 
ลักษณะประมาณนั่นแหล่ะครับ
 

แถมรถใหญ่วิ่งตามหลังเยอะเหลือเกิน
 
ถ้าฉุกละหุก ปั่นเปลี่ยนขึ้นลงระหว่างถนนกับไหล่ทางกลับไปกลับมา 
 
 
ผมว่าอาจจะต้องมีแฉลบล้มแน่ๆ 
 
 
ยิ่งถ้าแฉลบล้มเข้าบนถนนแล้วรถใหญ่ตามหลังมาล่ะ?

 
เลยตัดสินใจปั่นไหล่ทางตลอดถึงแม้ว่าไม่ลาดยาง
ไม่เรียบเอาเสียเลยแต่เพื่อความปลอดภัย จำเป็นครับ
 
วันหยุดวันอาสาฬหบูชาก็จริง
แต่รถใหญ่วิ่งกันขวักต้องใช้สติคุมจักรยานอย่างมาก

ปั่นประคองไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นป้าย ศาลายา 
 
แต่ยังไม่เห็นป้าย ม.มหิดล
ก็เปิด endomondo เช็คแผนที่ ก็ไม่ไกลมากแล้ว
 
เช็คเสร็จ ก็ไปต่อ

เริ่มเห็น ม.มหิดล 
ทางซ้ายมือเห็นหอประชุมใหญ่ มหิดลสิทธาคาร เด่นมาแต่ไกล
 
 
กำหนดการสายมากแล้ว 
 
ขออนุญาตตัดเข้ามหาลัย เพื่อประหยัดเวลา
ปั่นหาประตูอยู่พักนึง สุดท้ายก็ออกประตูข้าง
 
จากนั้นก็หาสถานีรถไฟศาลายา
เช็ค endomondo อีกหน่อยแล้วไปต่อ อีกนิดเดียว

 
จากนั้นก็ถึงจนได้ ใช้เวลาปั่นมาประมาณ 30 km 
 
 
ก็รอสมาชิกที่นัดในกำหนดการครับ
แต่เนื่องจากถึงช้ากว่าจากกำหนดการมาก ประมาณ 1 ชม. ครึ่ง
 
 
ไม่เห็นมีใครเลยแม้แต่คนเดียว
 

อาจเป็นไปได้ว่า 
 
 
1. ไม่รอจนคิดว่าผมไม่มาแล้วก็กลับ
2. ไม่ก็ไม่มีใครมารอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
 
เหตุที่นัดสถานี
 
เพราะ ม.มหิดล รับปริญญาเมื่อวันที่ผ่านมา 
วันนี้ก็เคลียร์สถานที่ เลยไม่อยากรบกวนที่ทางมหาลัย
 
 

อืม...ไม่มีก็ไม่เป็นไร :)

ปรับจูนจักรยานสักพักก็ปั่นเข้า ม.มหิดล
 
 
 
ไปคนเดียวแบบนี้แหล่ะ ไม่ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว :)

 
 
 
 
~~~ ทัวร์สถาบัน - มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ~~~
 
 
ใน ม.มหิดล เค้าว่ากันว่า
 
ระบบทางกายภาพเอื้อต่อการใช้งานจักรยาน
 
ที่ได้ยินมาเพราะผู้บริหารเป็นคนวางแผนทำเรื่อง Green University
ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ร่มรื่น จำกัดโซนรถยนต์ส่วนบุคคล
 
แล้วให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะทดแทน  
แล้วตีเส้นแบ่งเลนทำเลนจักรยาน  
 
 
 
 
ปั่นสำรวจไปเรื่อยๆ ...

 
 
กำลังเคลียร์สถานที่หลังรับปริญญา
 
'
 
 
 
จุดจอดจักรยาน
 
 
 
ระบบรถขนส่งมวลชน :)
 
 
 
 
ให้ความสำคัญกำจักรยานและคนเดินเท้าขนาดไหน ดูป้ายก็จะรู้ :)
 
 
 
จุดข้าม
 
 
 
จุดจอดจักรยานอีกแห่งหนึ่ง :)
 
 
 
 
เริ่มเห็นจักก้า....จักรยานสีขาว :)
 
 
 
ก็มีจอดตั้งไว้จนยางแบบ สนิมกินก็มี 
คิดว่าปิดเทอมยาว เลยจอดทิ้งไว้
 
 
รอเปิดเทอมใหม่คงค่อยมาเคลียร์มาซ่อมกัน :)
 
 
 
 
 
 
 
 
ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบบบบบบบบบบบบ
 
 
ตามหาจักก้าเซ็นเตอร์ เริ่มเห็นอาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล
 
จักรยานละลานตา O_o

 
 
 
 
 
มามหิดลศาลายาแล้ว จุดประสงค์หลักอีกอย่างนึงคือ
 
 
ไป จักก้าเซ็นเตอร์ ครับ
 
จักก้าเซ็นเตอร์ ถือว่าเป็นแหล่งศูนย์กลางเรื่องจักรยานภายในมหาลัย
มีทั้งบริการยืม ซื้อขาย รับซ่อมบำรุง นัดจัดกิจกรรมเกี่ยวกับจักรยาน
 
ที่ผมต้องมาเยือนที่นี่
ต้นเหตุหลักมาจากหนังสั้นโปรโมตน่ารักๆ Clip นี้ครับ :)
 
 
 
 
ผมยืนอยู่ฝั่งศูนย์การเรียนรู้มหิดล 
 
 
มองไปฝั่งตรงข้าม  ใช่แล้วล่ะ!!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
น่าจะเป็นจักรยานส่วนตัวมาขึ้นทะเบียน แล้วจะได้ป้ายทะเบียนแบบนี้
 
 
 
ข้าพเจ้าพาคู่ใจมาเยือนแล้วนะ :)
 
 
เต็มไปด้วยจักรยาน 
 
 
 
หลังจากดูเสร็จแล้วก็ไปถ่ายรูปกับพระรูปพระราชบิดาฝั่งศูนย์การเรียนรู้มหิดล
 
 
เสร็จแล้ว ก็ปั่นหาทางออกเส้นบรมราชชนี
ก่อนออกขอถ่ายกัหอประชุมใหญ่ มหิดลสิทธาคาร

 
 
 
 
 
ปณิธานพระราชบิดา
 
 
 
สำหรับการปั่นใน ม.มหิดล ศาลายานั้น
ในช่วงแรกๆ อาจจะงงๆ นิดๆ

โดยเพราะเลนจักรยานบางช่วงที่ผมปั่นเจอจะอยู่เลนฟากเดียว
แต่พอปรับสภาพได้ก็เริ่มปั่นสนุก 

แล้วช่วงนี้ก็เป็นช่วงปิดเทอม แถมเป็นวันหยุดยาว
นักศึกษาปั่นสัญจรกันน้อยมาก
 
มีบางช่วงที่รถยนต์จอดขวางเลนจักรยาน
แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวันที่ต้องรีบเคลียร์สถานที่หลังรับปริญญา
ซึ่งผมก็เข้าใจตรงจุดนี้ เลยไม่ค่อยซีเรียสอะไร :)
 
 
ลองประเมินให้คะแนนที่เห็นกับตา ใน ม.มหิดล ศาลายา
 
 
จุดเด่น : 1. ที่พื้นฐานทางกายภาพ สภาพแวดล้อม
              2. มีศูนย์จักรยานอย่างจักก้าเซ็นเตอร์ ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้จักรยาน
              3. มีจุดจอดจักรยานหลายแห่งไว้รองรับ
 
 
ส่วนหัวข้อที่ไม่สามารถประเมินได้
 
- กิจกรรมจักรยานภายในมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมการใช้จักรยาน
- การมีส่วนร่วมของ นศ./อาจารย์/บุคลากร ในการใช้จักรยาน

เพราะมาตอนช่วงปิดเทอม
 
 
ถ้าให้คะแนนเฉพาะจุดเด่น3 หัวข้อนี้
 
สรุป  
 
B+  ครับ :)
 
 
 

~~~ ศาลายา - บางกอก ~~~
 
 
ในกำหนดการตอนแรกจะเข้าพุทธมณฑล 
แต่ดูเวลาแล้วสายแล้วไม่น่าจะทัน 
 
ตัดใจยิงยาวต่อ
 
 
อีกประมาณ 20 กว่าโล
ก็จะถึงบางกอกแล้วล่ะ :) 
 
ถนนบรมฯ รถก็ยังเยอะอยู่ ก็คุมสติกันต่อไป
มีอยู่ช่วงนึง รถหายไปนานมาก รู้สึกแปลกๆ

ก็ปั่นชิลไปเรื่อย
จนมีตำรวจทางหลวงเปิดไมค์มาแต่ไกล
 
"จักรยานจอดชิดซ้ายด้วยครับ"
 
 
คาดว่าน่าจะเป็นขบวนเสด็จออกมาจากพุทธมณฑล (อาสาฬหบูชา) 
แต่มีรถอารักขาน้อยมากๆ
 
จากนั้นรถราก็กลับมาแน่นเหมือนเดิม
 
 
ปั่นต่อไปเรื่อยๆ
 
เริ่มเข้าเขตบางกอกแต่ยังไม่ถึงชั้นใน
 
 
เริ่มเห็นความคับคั่งของรถเมล์ taxi มากขึ้น
แต่ถนนถือว่าการจรคล่องตัว
 
เข้าโซนบางกอก ต้องระแวดระวัง 2 อย่าง
 
1. รถเมล์, taxi
2. ไม่เผลอปั่นขึ้นเลนทางด่วน สะพานคู่ขนาน

เลยลากเลนซ้ายแบบยาวๆ


เหลือแค่ 10 km แล้ว :)

 

แต่ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น!!!!
 
 
 
เริ่มมีการล้อหลังส่ายหนักขึ้น แต่ก็ยังฝืนปั่นไป
 
 
อีกประมาณ 6 km สุดท้าย 
 
 
อาการลูกถ้วยแกนล้อหลังบิ่น
ลูกปืนหล่นดังแต๊ก ล้อหลังส่ายหนักกว่าเก่า

ปั่นมาเรื่อยถึงกลางสะพานข้ามคลองอะไรบางอย่าง
 
ส่ายหนักมากจนไม่กล้าปั่น
ดันมาเสียบนสะพานพอดี T_T
 
 
เวรกรรมแล้วตรู T_T



จากนั้นก็ประคองผ่านข้ามสะพานได้

แล้วก็จอดเข้าทางเท้า ซ่อมจักรยานทันที !!!
 

ต้องถอดล้อหลังเพื่อยัดลูกปืนกลับเข้าไป
 
ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก
เพราะล้อหลังต้องถอดสายระบบเบรคหลัง 
(แม่บ้านแบบเก่าใช้ drum break)
 
ถ้วยลูกปืนมันบิ่นมากๆ
ลูกปืนหล่นไปอยู่ในจานเบรคหลังหลายเม็ด
 
ก็ยัดใส่กลับ
 
เสร็จสรรพก็ปั่นต่อ
 
 
 
พอปั่นได้ไม่กี่เมตร ลูกปืนก็ตกอีก T_T
 
อาจจะเป็นเพราะตั้งจี๋หลวมไป 
เลยรีบถอดล้อออกมาซ่อมอีก
 
ยัดใส่ลูกปืนใส่กลับเข้าไปอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งจี๋ให้แน่นขึ้นคิดว่าเพื่อให้ลูกปืนไม่หล่น หล่นน้อยที่สุด 
 
 
ถึงแม้ว่าจะใช้แรงปั่นฝืดหน่อยก็ตาม 
แต่ก็ดีกว่าล้อส่ายซึ่งอันตรายกว่ามาก
 
กัดฟันปั่น ข้ามสะพานกรุงธนบุรี
 
ข้ามได้แล้วก็เปิด endomondo 
เช็คแผนที่เพื่อปั่นไป
Cafe Velodome ใน มธ. ท่าพระจันทร์
 
เท่าที่จำได้ มธ.ท่าพระจันทร์อยู่แถวๆ สนามหลวง
 
เลยตั้งหลักสายที่จะเข้าไปสนามหลวง
 
ปั่นไปเส้นไหนก็ได้ให้เข้าถนนสามเสน
 
ถึงถนนสามเสนแล้ว ตั้งหลักได้แล้วก็ซัดยาวไป
เข้าแยกอะไรจำไม่ได้แล้ว 
 
 
เริ่มเห็นสนามหลวงมาแต่ไกล เริ่มอุ่นใจ
 
 
 
ปั่นไปได้พัก มีโทรศัพท์เข้า 
แต่ก็รับไม่ได้เพราะอยู่กลางถนน
 
 
พอถึงสนามหลวงฝั่งแถวๆ มธ. ท่าจันทร์ก้เริ่มยิ้ม :)
 
ปั่นเข้า มธ. ทางประตูหอประชุมใหญ่
 
ปั่นหาร้าน Cafe Velodome
 
 
แต่หาไม่เจอ T_T

ถามเด็ก มธ. บางคน ก็ไม่ทราบ
 
เลยลองปั่นไปมั่วๆ ดู จนสุดท้ายก็มั่วจนเจอครับ :)
 
 
 
~~~ Cafe Velodome ~~~
 
 
มาถึงก็ประมาณน่าจะ 1 ทุ่มได้มั้ง
เจอ พี่แนน นนลนีย์ เจ้าถิ่น เจ้าของร้าน
 
 
 
 
 
และ อ.สงกรานต์ เครือข่ายจักรยานหาดใหญ่
ที่ดิ่งตรงมาจากการเสร็จงานประชุมวิชาการที่อีสานเข้ามาทัวร์บางกอก
 
ตอนนั้นเหนื่อยพอสมควร เลยรีบสั่งน้ำ

นั่งพักผ่อน หยิบหนังสือขอลายเซ็นพี่แนน
จากนั้นไม่นาน กลุ่มจักรยานกลุ่มนึงมาพอดี

พอถึงแล้วก็เจอผมแล้วทักทาย แล้วเล่าประมาณว่า
 
"ได้ข่าวว่าอีก 10 โลถึง ก็รีบทำกับข้าวให้เสร็จแล้วรีบบึ่งมาทันที"
 
 
กลุ่มนี้คือกลุ่ม Doppelganger ครับ (เรียกย่อๆ ว่า  DG)
 
 
 
พอพักหายเหนื่อยแล้ว
 
พี่แนน และเหล่าแก๊งค์ DG ก็พาผมและอ.สงกรานต์ ปั่นร่วม trip
 
 
"Night Ride in Bangkok" 
 
 
 
 
ซึ่งสำหรับผม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ปั่นจักรยานในบางกอก
และก็เป็นครั้งแรกสำหรับ Night Ride ในบางกกอกด้วยเช่นกัน :)
 
เส้นทางก็ประมาณย่านเกาะรัตนโกสินทร์
 
 
ปั่นไป แชะรูปไป
 
 
 
 
 
จากนั้นไปหาของกินที่บริเวณศาลเจ้าพ่อเสือ
เป็นราดหน้าเจ้าอายุ 40 ปี 
 
 
แค่น้ำราดหน้าอร่อยมาก เด็ดดวงจริงๆ
 
อยากกินอีก
 
แต่รู้สึกกินไม่ค่อยจะลง เพราะเดินทางมาถึงยังเพลียๆ นิดๆ
 
 
นั่งกินไป คุยสนทนากันไป

จากนั้นก็ไปหาของหวานทาน 

 
ร้านที่ไปตอนแรกคนเยอะจนไม่มีทีนั่ง

สุดท้ายก็มาจบที่ร้านไอศกรีม 
Scoopp HOMEMADE ICE CREAM
 
 
นั่งกินแล้วเม้าท์มอยกันไปเรื่อยๆ
พอสมควรแก่เวลาแล้วก็ปั่นกลับที่พักครับ
 
ปั่นส่งกลับที่พัก ก็แบ่ง 2 ทีม
ทีมนึงส่ง อ.สงกรานต์ กลับที่พักแถวๆ สุขุมวิท 
 
 
อีกทีมก็พาผมไปส่ง check-in ที่พักแถว ข้าวสาร รามบุตรี
 
ระหว่างทางก็หยุดถ่ายรูปแนะนำสถานที่บ้าง :)
 
 
ตอนปั่น ลูกปืนหล่นไปติดที่เบรคหลัง (drum break)
 
ปั่นหนืดมากกกกกกกกก T_T
 
 
ก่อนถึงที่พัก ปั่นไปแนะนำย่านวรจักร
แหล่งซ่อมจักรยาน เพื่อพรุ่งนี้จะได้มาซ่อมก่อนออก trip 
 
ออกแรงปั่นจนหอบลิ้นห้อย
เหงื่อไหลเป็นทางๆ T_T

แรงขนาดที่พอปั่นยืน 30 km/h ได้ 
แต่ความหนืดที่ลูกปืนค้างตัวเบรค
 
ความเร็วน่าจะเหลือไม่ถึง 15 km/h ได้
 
 
เหนื่อยมากจริงๆ - -"
 

สุดท้ายก็ปั่นมาเจอถนนรามบุตรีแล้ว
 
 
 
ไชโย!!!!
 
 
แต่....



หาที่พักอยู่ไหนวะ หาไม่เจอ T_T



หลงไปพักใหญ่ เลยโทรไปถาม

ดันไปถนนอยู่อีกฝั่งนึง(น่าจะระบุพิกัดแผนที่ผิด)
พอถึงที่พักแล้ว ก็ขอบคุณเหล่าแก๊งค์ที่มาส่งครับ
 
 
Night Ride วันนี้ประทับใจมากๆ ครับ
ทั้งพี่แนนทั้งแก๊งค์ DG น่ารักมากๆ เลย
 
ถ้ามาหาดใหญ่เมื่อไหร่
ต้องต้อนรับกลับเป็นการตอบแทนแบบนี้ครับ :)

จากนั้นก็ check-in เข้าที่พัก
เอาจักรยานแบกขึ้นจอดตรง counter
 
 
ปลดกระเป๋า เข้าห้อง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ
เล่น net พักนึง ชาร์จแบตมือถือ power bank
 
เพลียร่างกำลังดีแล้วก็นอนหลับไปตอนไหนไม่รู้

เก็บแรงไว้พรุ่งนี้ค่อยมาผจญกับบางกอกอย่างเต็มรูปแบบแล้วกัน :)

 
จบ Trip วันที่ 11 ก.ค. 57 


โปรดติดตามตอนต่อไป
 
 
 
 
 
ป.ล.
 
ขอบคุณภาพถ่ายจากพี่แนนและแก๊งค์ DG ครับ :)
 
 
 

edit @ 21 Jul 2014 18:54:43 by SammieChinmai

edit @ 22 Aug 2014 13:37:39 by SammieChinmai

edit @ 22 Aug 2014 13:38:06 by SammieChinmai

 
 
- ตอนที่ 1 - เพียงเริ่มทาง -


สวัสดีครับ ห่างหายจาก blog ไปนาน
วันนี้เลยแวะมา up ซะหน่อยครับ
 
 
ตอนช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไม่นาน
ผมได้จัด trip ไปบางกอกครับ
 
(ขออนุญาตใช้คำว่า "บางกอก" เพราะเรียกติดปากตั้งแต่เด็กกว่ากรุงเทพ ฯ)
 
 
โดยการวางแผนไปทัวร์ครั้งนี้
 
จะเป็นช่วงวันหยุดยาว 4 วัน  11 - 14 ก.ค. 57
 
 
เริ่มเดินทางตั้งแต่ 10 ก.ค. (หลังเลิกงาน)
ถึงบางกอกวันที่ 11 ก.ค.(อาสาฬหบูชา) 
 
และกลับรถไฟวันที่ 14 ก.ค. (หยุดชดเชย)
และถึงหาดใหญ่ วันที่ 15 ก.ค. (ลาพักผ่อน)
 

จุดประสงค์หลักในการเยือนครั้งนี้มี 2 อย่างด้วยกัน
 

1.ไปปั่นทัวร์สถาบัน ไปดูมหาวิทยาลัยต่างๆ
   ว่าการจัดการเรื่องระบบจักรยานเป็นอย่างไร
   เพื่อจะได้นำความรู้ที่แลกเปลี่ยนกลับไปใช้ในมหาวิทยาลัยตัวเอง
   (แต่ไปในนามส่วนตัว ใช้งบส่วนตัว)
 
 
2.ไปสถานที่ที่ขาแรงไปปั่นกัน
   (ขาแรง = นักปั่นที่มีกำลังขาดีเยี่ยม ปั่นจักรยานเร็วมาก)

ร่ายมาคร่าวๆ ถึงแนวคิดการทัวร์ครั้งนี้แล้ว เริ่มกันได้เลยครับ :)


--------------------------------------------

10 July 2014

หลังจากเลิกงานแล้ว ก็บึ่งกลับที่พัก
ไปเอาเป้กระเป๋าข้างในหลักๆ ก็มีพวกเสื้อผ้า,
กระเป๋าชุดซ่อมจักรยาน (ประแจ, ยางปะ, สูบลมมือ, โซ่ ฯลฯ), 
อุปกรณ์ IT notebook, สายชาร์จ ,power bank และอื่นๆ
 

รวมกระเป๋าทั้งหมดน่าจะประมาณ 10 กิโลกรัม 
จัดการมัดกับเบาะท้ายจักรยาน
 
จากนั้นก็ปั่นไปที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
 
สำหรับตั๋ว ผมจองไว้ล่วงหน้าไว้ประมาณ 1 เดือน  
 
ขาไป - ขึ้นรถไฟชั้น 3 ขบวนด่วนทักษิณที่ 38 สุไหงโก-ลก - กรุงเทพ 
ขากลับ - ข้นรถไฟชั้น 2 พัดลมเตียงนอน ขบวนที่ 169 กรุงเทพฯ - ยะลา 
 
มาถึงสถานีรถไฟก็ประมาณ 17.20 น. 
 
 
เผื่อเวลาเพื่อจะจัดการทำเรื่องเสียค่าระวาง + ขนจักรยาน
 
 
ขบวนขาไป ตามกำหนดการออกเวลา 18.10 น.
แต่ก็สไตล์ รฟท. ครับ เสียเวลาเป็นเรื่องปกติ รถเข้า 19.20 น.
 
 
 
 
ช้าชั่วโมงนิดๆ คงไม่เป็นไรมากมั้ง
 
 
 
จากนั้นก็ติดต่อทำเรื่องเสียค่าระวาง
 
 
บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า
จักรยานขอลงนครปฐมนะครับ (คนก็ด้วย)
 
 
 
โดนเจ้าหน้าที่ตอกกลับมาว่า
 
 
"คุณๆ ตั๋วตีไปกรุงเทพฯ ก็ต้องลงกรุงเทพฯ สิ
จะให้ของลงนครปฐมได้ไง? ระเบียบเค้าเป็นแบบนี้!!!"
 
 
 
ผมเลยอธิบายไปว่าจุดประสงค์ว่าตอนแรกผมจะลงกรุงเทพฯ 
แต่ว่าเห็นนครปฐมมีที่เที่ยว แล้วอีกอย่างผมจองตั๋วไว้ล่วงหน้า 1 เดือน 
เพิ่งจะมาปรับกำหนดการใหม่ เลยต้องลงนครปฐม
 
 
ถ้าให้ลงกรุงเทพฯ ก็ต้องปั่นย้อนกลับมานครปฐม - ศาลายา
แล้วปั่นกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกระยะทางเกือบ 120 โล
ปั่นย้อนไปมา กำหนดการมันก็รวนหมด
 
เจ้าหน้าที่บอกกลับมาว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจัดการระบุใหม่ให้ได้
 
 
 
จากนั้นก็เสียค่าระวาง ค่าธรรมเนียมเสร็จสรรพ ประมาณ 120 บาท
 
 
คือจำไม่ค่อยได้แม่น
ที่จำไม่ค่อยได้เพราะหลักฐานทิ้งไปแล้ว
เดี๋ยวจะมีอธิบายว่าไปทิ้งตอนไหน ยังไง  
 
 
เนื่องจากโบกี้สัมภาระอยู่ข้างหน้า
แต่โบกี้นั่งอยู่ตู้ท้ายๆ ของขบวน
 
ผมกลัวยก ขึ้น-ลง ไม่ทันเลยเสียค่ายก ขึ้น-ลง  เพิ่มเติม
 
 
ถือว่าเพื่อซื้อความสะดวกแล้วกัน 
 
 
ค่าระวาง + ค่าจักรยานขึ้นลง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 170 บาท




พออกมาก็โดนเสีย "ค่าเข็นสัมภาระ"
 โดยบริษัทเอกชนที่ตั้งโตะอยู่ข้างหน้า - -" 
 
 
จำไม่ค่อยได้แล้วว่า 20 หรือ 30  บาท
 
 
 
นี่มันมัดมือชกนี่หว่า T_T
 
 
 
รวมเบ็ดเสร็จแล้วถ้าจำไม่ผิด ประมาณ 200 บาท
 
 
เสียอะไรฟะ??? เสียซ้ำเสียซ้อน!!! 
เสียค่ายกขึ้น-ลงไปกับ รฟท. ไปแล้ว ยังต้องเสียค่าเข็น?
 
 
เริ่มไม่ค่อยจะสบอารมณ์นิดหน่อย แต่ยังเก็บอาการอยู่
แต่ถือว่าเสียค่าอำนวยความสะดวกแล้วกัน 
 
 
 
 
 
ระหว่างที่รอรถไฟมา...
 
 
พี่อาคเณย์ หัวหน้าเครือข่ายจักรยานหาดใหญ่ ก็มามาส่งที่สถานีรถไฟ 
แต่พอเจอรถไฟเสียเวลาแล้ว เรื่องจักรยานฝากเจ้าหน้าที่เคลียร์เรียบร้อย
 
 
มีเวลาเหลือพอโต๋เต๋ เลยพาไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวก่อนไปครับ :)
 
 
 
กว่าจะถึงก็ชากว่าที่เสียเวลา + เพิ่มอีกประมาณ 20 นาที
จัดการขบวนนู้นนี่อีกประมาณ 30 นาที
 
แมร่งงงง...
ถ้ามารู้ว่าถ้ารถไฟจอดนานขนาดนั้นผมยกขึ้นโบกี้เองดีกว่า

แล้วกว่ารถไฟจะได้ออกก็ใกล้ๆ 2 ทุ่ม 
ตีว่าเสียเวลาอย่างน้อยๆ แล้วประมาณเกือบ 2 ชม.
 

"ทำกำหนดการที่วางแผนไว้รวนไปหมด"
 
 
ยังไม่รวมช่วงวิ่งระหว่างทางว่าจะเสียเวลาอีกแค่ไหน?
 
 
พอขึ้นรถไฟ ตู้นั่งชั้น 3
 
 
สิ่งแรกที่เห็นคือ 
 
 

"มันโล่งมาก โล่งแบบผิดปกติ" 

 
โบกี้นั้นมีคนนั่งประมาณ 7-8 คนได้
 
 
 
 
 
 
ไม่นึกว่าคนจะน้อยมากขนาดนี้ครับ
 
เพราะจากประสบการณ์ขึ้นรถไฟชั้น 3 ขบวนท้องถิ่นบ่อยๆ
ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีที่นั่งเลยแล้วสมัยก่อน
 
ผมก็เคยนั่งชั้น 3 ไป - กลับบางกอก คนก็แน่นมาก มียืนโหนกัน
แต่เที่ยวนี้อึ้งไปเลย คือ โล่งแบบเลือกที่จะนั่งจะนอนตรงไหนก็ได้
 

นั่งไปได้พักใหญ่ๆ .....
 
 
 
ตำรวจรถไฟตรวจดูความเรียบร้อย
 
คุยกับผู้โดยสารคนนั้นที คนนู้นที ถ่ายรูปเก็บเป็นหลักฐานที
เจอต่างด้าวในขบวน เช็คนู้นนี้ ขอถ่ายรูป ขอดูหนังสือต่างด้าว
 
 
ผมนั่งใกล้ๆ กับผู้หญิงคนหนึ่ง 
 
ตำรวจรถไฟมาก็ถามไถ่ว่าผมมาด้วยกันหรือเปล่า?
 
 
พอผมตอบว่าเปล่าครับ 
 
จากนั้นผมก็ถามกลับไปว่าช่วงนี้ตรวจเข้มจัง 
มีปัญหาผิดปกติอะไรกับขบวนนี้หรือเปล่าครับ?
 
ในใจผมก็คิดว่า เพราะเพิ่งมีคดีน้องแก้มแน่ๆ เลยตรวจเข้มแบบนี้ 
 
 
ตำรวจรถไฟก็ตอบกลับประมาณว่า
 
 
"ก็ตั้งแต่มีข่าวนั่นแหล่ะ
รถไฟต้องเดือนร้อนเพราะปลาเน่าเพียงตัวเดียว"
 
 
ตอนหลังเห็นท่าทางแล้วว่ากลัวผู้หญิงท่านนั้นจะไม่ปลอดภัย 
สุดท้ายเลยย้ายไปโบกี้ที่มีคนหนาแน่นกว่า
 
พอถึงช่วงเวลาใกล้จะนอน มีที่ว่างเยอะ
เลยเลือกนอนที่ไหนก็ได้ย้ายไปนอนตรงนี้ที ตรงนั้นที
 
 
พอถึงสถานีทุ่งสง ก็ง่วงหลับยาวไปเลย

--------------------------------------------


11 July 2014
 
 
ตื่นเช้า เข้าวันใหม่รู้สึกตัวก็อยู่แถวๆ ประมาณชุมพร
นั่งไปเรื่อยๆ ก็ถึงสถานีรถไฟหัวหิน 
 
 
 
 
 
 
เห็นแม่ค้าขายกระเพาะปลา ก็ซื้อกินรองท้องซะหน่อย
20 บาทถูกๆ แบบนี้ผมไม่ได้หวังว่าจะกระเพาะมีชิ้นใหญ่หรอก
 
แต่พอตักกินไปเรื่อยๆ ไม่เจอกระเพาะปลา
 
แม้แต่เศษนิ้วก้อยก็ไม่เจอ
 

"นี่มันวิญญาณกระเพาะปลาอย่างแท้จริง
วิญญาณเพียวๆ ไม่มีซากเหลือให้เชยชม"
 
ผมรู้สึกแค้นฝังหุ่นนิดๆ
แต่ก็ช่างเถอะ 20 บาท จะไปเอาอะไรกับมันมากฟะ? 

จากนั้นก็นั่งยาวผ่านหัวหิน จัดแจงล้างหน้าแปรงฟัน 

 
รถไฟค่อยผ่านแต่ละสถานีไปเรื่อยๆ 
 
 
 
จนถึงสถานีราชบุรี 
 
ขอซื้อก๋วยเตื๋ยวแห้งห่อ 10 บาทหน่อย
แต่กินกล่อง 2 กล่องคงไม่อิ่ม


"เลยตัดสินใจซื้อไป 5 กล่อง"
 
 
 
 
 
 
เพราะคำนวณเวลาดูแล้วถึงนครปฐมอาจจะไม่ได้มีเวลากินข้าวแน่ๆ
เลยซัดไปก่อน เรียบ 5 กล่อง
 

คำนวณเวลาแล้ว เริ่มสายจากกำหนดการเดิมใกล้ๆ จะ 3 ชม.
เจอแบบนี้ สงสัยว่าเมืองนครปฐมคงไม่ได้ปั่นเที่ยวแล้วล่ะ
 
 
เลยแจ้ง
 
"ยกเลิกกำหนดการที่เมืองนครปฐมทั้งหมด"
 
 
พอถึงสถานีรถไฟนครปฐม
มีคนยกจักรยานลงให้เสร็จสรรพเรียบร้อย :)
 
 
แต่...


ยกไปแล้วต้องเสียค่าเข็นสัมภาระอีก
จำไม่ได้แล้วว่า 20 หรือ 30 บาท
 
 
แล้วเค้าก็บอกว่า เข็นเสร็จจัดการจ่ายเงินแล้ว แล้วบอกผมว่า

"ใบเสร็จจากหาดใหญ่อันนี้ไม่ต้องใช้แล้ว ทิ้งเลยแล้วกัน"

ตอนแรกก็เคลิ้มๆ อยู่ 
แต่พอตอนหลังเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะเก็บหลักฐานไว้
 
สบถใจใจ...
 
ไอ้ห่าเอ๊ยยยยยย!!!! เสียรู้ซะแล้ว บัดซบ @E$#@#W$E%EGRUTR
 
 
 
ค่าตั๋วขามา 339 บาท
 
ส่วนค่าจักรยานเบ็ดเสร็จ 
 
 
"แค่ขาไปขาเดียว เสียเงินไปประมาณ 220 บาท"
 
ย้ำอีกครั้ง 
 

"แค่ขาไปขาเดียว"

 
เพิ่มเงินอีกร้อยนิดๆ ตีตั๋วเพิ่มได้อีก 1 ใบเลย
 
 
เซ็งจิตมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาากกกกกกก

แต่จะเซ็งนานไม่ได้
 
 
จากนั้นผมก็โทรศัพท์นัดแนะพี่ท่านนึงจาก facebook
บอกว่าจะมาพบที่นครปฐมแต่ว่าสายจากกำหนดการไปแล้ว 3 ชม. เพราะ รฟท.
 
 
ทำให้ผมต้องทำเวลาปั่นไปศาลายา เลยยกเลิกตรงนี้ไปก่อน
คุยไปคุยมาบอกว่าอาจจะนัดเจอกันที่ Cafe Velodome (ใน มธ. ท่าพระจันทร์) 
หรือไม่ก็ที่ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย (แถวสะพานควาย)
 
พอนัดแนะเสร็จ ก็วางสาย แล้วผู้กระเป๋าสัมภาระท้ายเบาะหลัง
 
 
 
 



จุดหมายแรกก็ปั่นไป สถานีรถไฟศาลายา 
เพื่อนัดพบผู้ที่สนใจก่อนที่จะเข้าไปปั่นใน ม.มหิดล ศาลายา
 

จากนั้นการปั่นเดินทางเข้าจึงเริ่มขึ้น!!!

 
 
โปรดติดตามต่อ พรุ่งนี้ 
 
 
 

edit @ 19 Jul 2014 21:42:10 by SammieChinmai

edit @ 19 Jul 2014 21:42:56 by SammieChinmai

 
สวัสดีครับ

หายไปจาก blog เดือนกว่าๆ ครับ
เพราะมีภารกิจ trip บางอย่าง แต่ไม่ได้ post ในที่นี้
เป็น Trip ปีนังครับ แต่ใช้จักรยานอีกคันนึงปั่นไป
แล้วเล่าประสบการณ์นี้ใน pantip ทั้งตัว Trip และตัวกระทู้ที่ post ไป

ถือว่าดูดพลังงานชีวิตไปพอสมควรเลยครับ


ว่าแล้วเปลี่ยนเรื่องกลับเข้าสู่สนามเสือภูเขาต่อครับ :)

---------------------------------------------------

จากความเดิมตอนที่แล้ว

จะให้ปั่นไป 4 โล หรือ 27 โล?

ปรึกษากันไปมาได้ข้อสรุปว่า

"ถ้าใครเหนื่อยหรือไม่ไหวเมื่อไหร่ก็วกกลับแล้วกัน" :)

---------------------------------------------------

จากนั้นก็ออกปั่นกันครับ

จะว่าไปไหวมั้ย ตัวผมไหวอยู่แล้ว (ถึงเตรียมปั่นแค่ 4 โลก็ตาม)

แต่ผมกลัวเด็กครับว่าจะไม่ไหว
เพราะระยะทาง 27 km ถ้าเป็นเด็กที่ไม่เคยปั่นเลย

ถือว่าไกลสุดๆ เลยครับ

คุณแม่ก็อีกท่านนึงที่ผมเป็นห่วงว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เพราะไม่แน่ใจว่าเคยมาปั่นงานแบบนี้หรือเปล่า

ยิ่งสนาม cross country ด้วย
ไม่ได้ราบเรียบเหมือนสนามถนนลาดยาง

ผมก็บอกย้ำไปอีกครั้งว่า


"ถ้ารู้สึกไม่ไหว ให้วกกลับได้นะครับ"


จากนั้นก็ปั่นดุ่มๆ ไปเรื่อยๆ
ปั่นไปตามป้าย Arrow ลูกศรนำทาง

ปั่นไปได้ซักพัก ก็มี รถ Service ตามมาครับ :)

 
 
 
เป็นรถ Service ของครอบครัวนี้โดยเฉพาะ
ก็เลยเริ่มอุ่นใจ ถึงแม้ว่าแม่กับลูกจะไม่ไหวก็ขึ้นรถ service ได้ :)

ในรถมี 3 คน

น่าจะเป็นคุณพ่อ กับลูก 2 คน ชาย (พี่ชาย) /หญิง (น้องสาว)

ก็ปั่นไป ชะลอไป หยุดไป

แบบว่าปั่นสไตล์ชิลๆ ครับ

โดยเฉพาะลูกชายยก tablet มาถ่ายบรรยากาศ
คุณแม่เล่าว่า ลูกอยู่บางกอกครับ ไม่เคยเห็นสวนยาง

แกตื่นเต้นมากสุดๆ เลย

ประมาณนั้นครับ :)

ถ่ายทั้งแม่ ทั้งน้องชายที่กำลังปั่น และผมด้วย

ปั่นมาได้ซักประมาณ 10 กว่า km
ทางปั่นเริ่มแคบลง

ลักษณะมีแค่เลนเดียว
ปั่นได้แค่แถวเดียว ปั่นสวนกันไม่ได้

มีเลนเดียว เข้า-ออกได้แถวเดียวแบบนี้
ภาษาเสือภูเขาเรียกว่า Single Track ครับ

รถยนต์ก็ไม่สามารถขับเข้าไป service ได้

จึงปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี

ได้ข้อสรุป ค่อยไปเจอถนนใหญ่แล้วกัน

ผมและ 2 แม่ลูกก็ลุยเข้าป่ากันต่อครับ :)
 
 
ผ่านป่านี้แล้วก็ผ่านแถวๆ วัดวัดหนึ่ง
ผ่านถนนลาดยางสั้นๆ แล้วก็ปั่นเข้าป่ายางอีก 2 - 3 ครั้ง

หลายๆ ช่วงที่ผมเผลอปั่นเร็วเกินไปหน่อยจนแม่ลูกตามไม่ทัน
ต้องชะลออยู่เรื่อยๆ หรือไม่ก็หยุดรอพอมาถึงแล้วก็ปั่นไปต่อพร้อมกัน

มาจนถึงจุดนี้ เริ่มมีเนินเตี้ยๆ
แต่ค่อยๆ ทอดยาวไปเรื่อยๆ
 
 
 
เริ่มไม่ไหวล่ะครับ ขอเข็นหน่อย
 
 
 
 
คุณแม่ยังสบายยยย :)
 
 
 
 
ปั่นไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถึงถนนใหญ่
คุณแม่โทรถามว่าตอนนี้อยู่จุดนี้แล้ว

จากนั้นก็โทรนัดเจอกันที่แถวๆ อ.บางกล่ำ ครับ

ก็ปั่นขึ้นเนินต่ออีกหน่อย ก็ถึงกับเหนื่อยครับ
(แต่ผมยัง OK อยู่)

พอมาถึงจุดนัดหมาย รถ Service ก็มาครับ
 
 
 
ระยะที่ปั่นมาก็ประมาณ 20 km น่าจะได้


เด็กขนาดนี้ เจอสนามเสือภูเขาครั้งแรก
ปั่นมาได้ 20 km ถือว่าไม่ธรรมดาแล้วล่ะครับ :)

 
 
 
 
ตอนแรกชวนผมให้ขึ้นรถ sevice ด้วย
แต่ผมตอบปฏิเสธไป

บอกเหลือแค่นิดเดียวแล้ว
ปั่นไปต่อได้ยังสบายๆ อยู่

ถึงจะสบายๆ อยู่แต่ตอนนั้นท้องร้องแล้วครับ
หิวครับ ไม่ได้ทานอะไรเลย - -"

กะเตรียมมาปั่นแค่ 4 km แต่ลากยาวมา 20 km

 
 
 
 
จากนั้นผมก็ปั่นช่วงสุดท้าย

ก่อนหน้านั้นต้องปั่นช้าเพื่อคอยดูแล service 2 คนแม่ลูก

พอโชว์เดี่ยวเครื่องเริ่มร้อนครับ
ได้ปั่นความเร็วแรงขาและรอบขาที่ถนัด :)

ก็ปั่นตามป้าย Arrow ลูกศรนำทาง

แล้วรถ service ของครอบครัวนั้นก็ปั่น service ตามหลังผม

ปั่นจนถึงช่วงสุดท้ายใกล้เข้าเส้นชัย

ผมมองไม่เห็นรถว่าอยู่ไหนแล้ว
จอดดูพักนึงไม่ตามหลังมา

ก็เลยปั่นไปต่อ จนถึงจุดที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์

คือ
 
ทางวิบากก่อนเข้าเส้นชัย

เป็นทางแคบๆ ขึงเชือกกั้นเป็นเลน
มีเนินขึ้นๆ ลงๆ แบบลูกคลื่น
ซึ่งต้องใช้ทักษะในการบังคับจักรยานพอสมควร

แล้วผมก็ใส่ชุดเอี๊ยมแบบนี้
ก็ควบคุมลำบากหน่อย แต่ก็พอ OK นะ
 
หลายคนอาจห่วงว่ามันค่อนข้างอันตราย
ไม่เหมาะกับการลงแทร็คด้วยประการทั้งปวง
(ทั้งจักรยานทั้งชุด)

แต่ผม control ตัวเองอยู่ตลอด
ตรงไหนฝืนไม่ได้ก็อย่าฝืน ไม่ไหวก็พัก
เอาไม่อยู่ก็เข็นเท้าแตะพื้นหน่อยก็ได้
เพราะไม่ได้ปั่นแข่งขันเน้นเอารางวัลอะไร :)
 
 
สุดท้ายก็เข้าเส้นชัยครับ :)

 
 
กรรมการการก็ถามกันใหญ่ครับ

ผมก็ตอบไปว่าจริงๆ ไม่ได้ปั่นรุ่นนี้หรอก
จริงๆ กะแค่ปั่น 4 km

แต่ด้วยสถานการณ์มันพาไปต้อง service ดูแลแม่ลูก
เลยต้องปั่นเส้นทาง VIP 27 km ครับ :)

ไม่นาน รุ่นแข่งขาแรงกลุ่มแรกก็เข้าเส้นชัย


น้องคนนี้คือ น้องนัท
 
 
 
น้องคนนี้เคยออก TV รายการ Human Ride จักรยานบันดาลใจ
เป็นเด็กที่ข้ามรุ่นต่อกรกับผู้ใหญ่ สนามนี้ได้ที่ 3 ครับ

เก่งสุดยอดครับ :)


จากนั้นก็แวะไปที่รถ service ประจำครอบครัว
บอกว่าไม่มีแรงแล้ว เลยขอช่วยผมไปรับเหรียญหน่อย

ผมก็แจ้งกรรมการไป รับเหรียญเผื่อให้ครอบครัวนี้

 
 
จากนั้นหลังแข่งเสร็จก็ได้ถ่ายรูปกับเจ้าภาพสนาม
คงไม่บ่อยที่มีคนเอาจักรยานแม่บ้านมาลงปั่นสนามเสือภูเขาแบบนี้

สนามนี้ประทับใจมากๆ ครับ ถึงแม้ว่าจัดครั้งแรก
อาจจะมีขลุกขลักบ้างนิดหน่อย แต่ก็ OK ครับ
 
คราวหน้าคงจะมาอีกถ้าไม่ติดธุระอะไร
แต่คราวหน้าคงจะเป็นจักรเสือภูเขาล่ะครับ :)
 
 
รูปประกอบก่อนปั่น+เข้าเส้นชัย
ขอบคุณตากล้องประจำงานครับ :)
 
 
สำหรับวันนี้ สนามนี้คงเล่าประสบการณ์จบเพียงเท่านี้
 
 
ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ
ค่อยภพกันใหม่คราวหน้า
 
 
สวัสดีครับ :)
 
 

edit @ 5 May 2014 20:47:35 by SammieChinmai

 
 
 
ระหว่างรอเล่าประสบการณ์จักรยานตั้งแต่วัยเยาว์

อืม....
 
จะว่าไปมันก็ต้องขุดความทรงจำขึ้นมา
มันต้อง build อารมณ์ขนานใหญ่ขนาดหนักเหมือนกัน

ซึ่งตอนนี้บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ยัง build อารมณ์ไม่ขึ้นจริงๆ

-___________________-"

แต่ในระหว่างนี้ผมขอเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่นาน
เพราะมัน build อารมณ์ง่าย สดกว่า เขียน blog ได้ง่ายกว่า

งั้นเข้าเรื่องกันเลยแล้วกันครับ :)


-----------------------------------------------------------------

เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้วผมได้เข้าร่วมงานปั่นสนามเสือภูเขา (MTB)

ท่าช้าง MTB 1 ใน 200 ครอสคันทรี

เป็นสนามที่อยู่ใกล้ๆ ห่างจากหาดใหญ่ไม่กี่โลเอง
ตอนเช้าปั่นไปสนามนี้ไปจุด start สบายๆ ชิลๆ อยู่แล้ว :)
 
ไม่เหมือนกับสนาม อ.นาทวี กับ สนามรอบทะลสาบสงขลา
ที่ต้องปั่นมานอนล่วงหน้าใกล้ๆ สนามแข่ง 1 คืน
 
 
ตอนที่ผมเขียนใบสมัคร จะมีรุ่นให้เลือกใหญ่ 3 ประเภท

1.รุ่นแข่ง 37 km (จะแบ่งซอยย่อยเป็นรุ่นอายุอีกที)
2.รุ่น VIP 27 km (รุ่นนี้ทางจะไม่โหดเท่ารุ่นแข่ง)
3.รุ่นประชาชนทั่วไป (ตอนนั้นยังไม่ทราบว่ากี่โล)

ลงตอนแรกกะว่าไม่ได้ลงแข่งอะไรเป็นพิเศษเลยลง รุ่นประชาชนทั่วไป

ค่าสมัคร 100 บาท กะว่าปั่นร่วมสนุกไม่ได้เน้นรางวัลอะไร

ก็แหงล่ะ
 
จักรยานแม่บ้านคู่ชีพผมเอาแข่งลงแทรคคงจะใส่ได้ไม่เต็มที่หรอก

 
ด้วยความเข้าใจว่ารุ่นประชาชนทั่วไป น่าจะปั่นลงแทรคด้วย

แทรค = Track

ในสำนวนวงการจักรยานบ้านเรา คือ....
 
ไม่ใช่ทางลาดยาง
 
จะเป็นดินลูกรัง ป่า เขา ฯลฯ อะไรก็ว่าไป
 
 
พอมาเช็คใน web ประกาศรายชื่อสรุปว่าไม่ได้ลงแทรคครับ
กลายเป็นว่ารุ่นประชาชนทั่วไป = ปั่นเลียบถนนริมคลอง ร.1 ระยะ 4 km

คือ ออกแนวปั่นชิลๆ หวานเย็นครับ :)

พอผมทราบแล้ว ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร
4 โล ก็ 4 โล ลงหนุกๆ ไม่ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว :)



พอวันแข่งจริง อาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2557

ผมตื่นเช้าแล้วปั่นออกจากหอพักประมาณ 6.30 น.
เพื่อให้ทันช่วงปล่อยตัวรุ่นที่ผมสมัครนั่นก็คือเวลา 7.00 น.

แบบนี้อัดทำเวลาสิครับ ระหว่างทางดันมีฝนตกบ้างประปราย
ไม่ได้ทานอะไรรองท้องมาเลย เพราะกะว่ามาแค่ปั่นในงาน 4 โลเอง
 
รีบสุดๆ เกือบหลงทางเหมือนกัน


เวลาปั่นโดยส่วนใหญ่ผมจะกด app Endomondo เพื่อเก็บระยะทาง
แต่เก็บได้ประมาณ 2 km ก็ app ก็ดันหลุดหายไปดื้อๆ

นี่ยังไม่ถึงสนามแข่งเลยนะ T____T
ไม่กดต่อแล้ว เพราะต้องรีบทำเวลา กลัวไปจุด start ไม่ทัน


ปั่นไปปั่นมาเจอเสือภูเขา 2 คันปั่นอยู่ข้างหน้า


 
อืม... น่าจะไปสนามนั้นแหงมๆ เลยเนียนปั่นตามไป

พอไปถึงสนามแข่งก็สายไปประมาณ 5 นาทีได้กระมัง

 
โฆษกสนามก็ยังไม่ได้ประกาศเรียกรุ่นอะไร
เพราะตอนนั้นยังแข่งวิ่งไม่เสร็จ

อ้อ...ลืมบอกไป

รายการนี้นอกจากแข่งจักรยานเสือภูเขาแล้วยังมีแข่งวิ่งอีกด้วย :)

ช่วงระหว่างรอก็ชักภาพถ่ายรูปไปด้วย

 
 
ชุดนี้ดูมุ้งมิ้งหน่อยเพราะเตรียมมาเพื่อปั่นแค่ 4 โล :)
 
 
 
 
 
ก๊วนนี้มาจากสุไหงโกลก ครับเข้ามาขอถ่ายด้วย :)

 
 
 
 
พอแข่งวิ่งใกล้จบ

โฆษกสนามก็เรียกจักรยานรุ่นประชาชนทั่วไปลงสนาม

บอกประมาณว่า


"รุ่นนี้ 40 คน ครับ แต่ขอตัดศูนย์ออก เพราะลงแค่ 4 คน"


คือ ตอนสมัครใน web มันก็มี 4 คนนั่นแหล่ะ
ผมคิดว่าหน้างานน่าจะมีคนสมัครเพิ่มซัก 10 คนอะไรประมาณนี้

 
 
แต่สุดท้ายก็มีแค่ 4 คน - -"

 
เรียกมาแล้ว ผมก็รอที่จุด start พักใหญ่แล้วก็ไม่มีใครมาเลย
สุดท้ายเลยปั่นโต๋เต๋ไปเรื่อย ทดลองปั่นเข้าทางวิบากก่อนเข้าเส้นชัยไปด้วย

รอจนเรียกรุ่น VIP (27 โล) ปล่อยตัวที่จุด start


พอ VIP ปล่อยตัวไปแล้ว ผมก็งง


เอ๊ะ?....รุ่นผมทำไมไม่มีใครเลย?


รอจนกระทั่งโฆษกสนามบอก


"รุ่นประชาชนทั่วไปมารับเหรียญได้"


เฮ้ย!!! ยังไม่ปั่น ขึ้นไปรับเหรียญแล้วรึเนี่ย?


งงสิครับแบบนี้ - -"

 
ผมก็เลยปั่นหาพรรคพวกรุ่นเดียวกัน
ปรากฏว่าเจอครับมาเป็นครอบครัวแม่ลูก มารอนานแล้ว

ด้วยความที่รุ่นที่ลงมี 40 คน แต่ตัดศูนย์ออก
เลยไม่รู้ว่าให้ตอนไหนปั่นไปอะไรยังไง

รอจนรุ่น VIP ออกตัวไปแล้วก็ยังงงๆ อยู่

ผมก็ปั่นไปบอกโฆษกสนามบอกว่า

"รุ่นผมตกสำรวจครับ ยังไม่ได้ปั่นเลย"

ทีมงานเลย  OK จัดการปล่อยตัวไป

จากนั้นลูกก็ติดป้าย VIP ซึ่งหมายความว่าลงปั่น 27 โล

ผมยิ่งงงหนักเข้าไปอีก

 
เอาไงกันแน่วะเนี่ย?

จะให้ปั่นไป 4 โล หรือ 27 โล?

ปรึกษากันไปมาได้ข้อสรุปว่า

"ถ้าใครเหนื่อยหรือไม่ไหวเมื่อไหร่ก็วกกลับแล้วกัน" :)


โปรดติดตามตอนต่อไป

-----------------------------------------------------------------

edit @ 25 Mar 2014 21:14:29 by SammieChinmai