![]()
ได้ดูเรื่องเล่าเช้านี้ เห็นหยิบข่าวนี้มาคุยกัน
ก็เลยหยิบมาฝากให้อ่านกัน (ข่าวจาก คม ชัด ลึก)
'ประถม'ขี้เหงา หาแฟนในเน็ต
แชท3วันนัดพบ ตร.หวั่นถูกลวง
(วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2548)
เด็กประถมขี้เหงา นัดคู่แชทแปลกหน้าเจอกันที่ศูนย์การค้า
พบเด็กหญิงวัย 12 ปีคุยผ่านเน็ตแค่ 3 วัน ขอเป็นแฟน
อ้างเหงา ตะลึงผลวิจัยระบุเด็กเล็กร้อยละ 24
เคยนัดพบคนไม่รู้จักผ่านทางเน็ต
ตำรวจเตือนนัดเจอวันแรกพาเข้าม่านรูด
ปัจจุบันภัยจากอินเทอร์เน็ตมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ล่าสุดพบเด็กประถมนิยมหาคู่ทางโปรแกรมพูดคุยหรือเวบไซต์ต่างๆ
พร้อมนัดพบเพื่อนแปลกหน้าตามศูนย์การค้า
ผลวิจัยภัยออนไลน์ระบุ เด็กเล็กอายุ 7-11 ขวบ ร้อยละ 24
เคยนัดพบคนแปลกหน้าที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต
ปัจจุบันโปรแกรมการพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ต
หรือ เอ็มเอสเอ็น เมสเซนเจอร์ (MSN Messenger)
กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในหมู่วัยรุ่นและคนทั่วไป
ขณะเดียวกันทีมข่าว "คม ชัด ลึก" พบว่ามีเด็กประถมกลุ่มหนึ่ง
ได้เข้าไปในเวบไซต์หาคู่เพื่อประกาศหาเพื่อนรู้ใจ
หลังจากได้อีเมลของผู้ที่ตนสนใจแล้ว
ก็จะใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็นพูดคุยกับคนแปลกหน้า
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการแลกเปลี่ยนรูปภาพ
และนัดพบกันตามศูนย์การค้า
โดยเด็กส่วนใหญ่จะพูดคุยก่อนนัดเจอครั้งแรกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบในเวบไซต์หาคู่ชื่อดังที่มีอยู่ 5 แห่ง
พบว่ามีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงที่อายุไม่เกิน 14 ปีจำนวนหนึ่ง
เข้ามาประกาศหาเพื่อนรู้ใจ พร้อมทั้งบอกชื่อ นามสกุล อายุ
เบอร์โทรศัพท์มือถือ และเบอร์อีเมล
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ทดลองติดต่อพูดคุยกับ "น้องแอน" (นามสมมติ)
เด็กหญิงวัย 12 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง
เมื่อคุยผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นได้เพียง 1 วัน
"น้องแอน" ก็ได้ส่งรูปที่อยู่ในชุดนักเรียนมาให้ดู
ทั้งนี้ ก่อนนัดเจอกัน "น้องแอน" ได้ใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็น
เพื่อพูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่อ้างว่าเป็นเด็กชายวัย 14 ปี
ตั้งแต่เวลา 11.00-18.00 น. ตลอด 3 วัน
โดยน้องแอนเล่าว่าใช้อินเทอร์เน็ตในที่ทำงานแม่และที่บ้าน
เพื่อพูดคุยกับเพื่อนออนไลน์จากเวบไซต์ต่างๆ
โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม "น้องแอน" จะมีเวลาว่างมาก
พร้อมทั้งยอมรับว่ารู้สึกเหงามาก เพราะพ่ออยู่ต่างจังหวัด
ที่บ้านไม่มีใครอยู่ด้วยเลย ทุกคนทำงานหมด
มีเพียงตนนั่งเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่คนเดียว
หลังจากผ่านไปได้เพียง 3 วัน
ก็มีการนัดหมายเพื่อมาเจอกันที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง
โดยน้องแอนได้เดินทางมาตามนัดหมาย
โดยมีสาววัยรุ่นอายุประมาณ 18 ปี มาส่งที่จุดนัดพบ
ผู้สื่อข่าวพบว่า "น้องแอน" เป็นเด็กผู้หญิง
ผมสั้นรูปร่างท้วม ใส่แว่นตา อายุประมาณ 12 ปี
และเป็นคนเดียวกับในรูปที่ส่งมาให้ดูทางอินเทอร์เน็ต
เมื่อยืนรอได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
น้องแอนก็เดินออกจากศูนย์การค้าไป
นอกจากกรณีของน้องแอนแล้ว ผู้สื่อข่าวได้ทดลองใช้เอ็มเอสเอ็น
สนทนากับเด็กนักเรียนหญิงอีกหลายคน
ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 12-14 ปี
ปรากฏว่าส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมคล้ายกันคือ
พูดคุยกันประมาณ 3 -4 วัน
จากนั้นก็แลกเปลี่ยนรูปภาพ
และนัดเจอโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวว่า
ผู้ที่ตนนัดเจอนั้นเป็นผู้ชายแปลกหน้า
ทั้งนี้ องค์กรนานาชาติเอคแพท (ECPAT INTERNATIONAL)
ได้จัดทำผลสำรวจหัวข้อ
"เด็กไทยกับภัยออนไลน์ กรณีศึกษาประเทศไทย"
จำนวน 557 ชุด โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทราบว่า
ขณะนี้อินเทอร์เน็ตเป็นภัยต่อเด็กและเยาวชนอย่างใดบ้าง
โดยแบ่งเด็กและเยาวชนออกเป็น 2 กลุ่มคือ
เด็กเล็กอายุตั้งแต่ 7-11 ปี
และวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี โดยเด็กเล็กร้อยละ 40
และวัยรุ่นร้อยละ 74 เล่นอินเทอร์เน็ตตามลำพัง
ผลสำรวจระบุถึงอันตรายจากนักล่อลวงออนไลน์ว่า
เด็กเล็กร้อยละ 24 เคยไปพบหน้ากับคนที่รู้จักครั้งแรกทางอินเทอร์เน็ต
ส่วนร้อยละ 42 แม้ไม่เคยไปพบหน้าแต่ก็อยากมีประสบการณ์
ทั้งนี้เด็กเล็กส่วนใหญ่จะมีเพื่อนไปด้วย
แต่ร้อยละ 25 ไปพบคนแปลกหน้าตามลำพัง
ส่วนวัยรุ่นร้อยละ 29 เคยไปพบคนรู้จักจากเน็ต
โดยร้อยละ 38 ไปตามลำพัง
และร้อยละ 16 แม้ไม่เคยไปแต่ก็อยากมีประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม
ผลสำรวจความคิดเห็นหลังเด็กและวัยรุ่นออกไปพบคนแปลกหน้าจากเน็ต
ปรากฏว่า
เด็กเล็กร้อยละ 83 รู้สึกประหลาดใจ
และตกใจที่บุคคลนั้นไม่ได้เป็นแบบที่ตนคาดหมาย
เช่นเดียวกับวัยรุ่นร้อยละ 76 รู้สึกประหลาดใจและตกใจ
โดยร้อยละ 58 ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจที่คนรู้จักทางเน็ตโกหกเกี่ยวกับตัวเอง
ขณะที่พ่อแม่เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น
ที่รู้ว่าลูกของตนเคยไปพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านเน็ต
งานวิจัยข้างต้นยังกล่าวถึงนักล่อลวงเด็ก
ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการล่อละเมิดเด็กด้วยวิธีการต่างๆ กัน
เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกับเด็กได้ง่าย
และโอกาสที่จะถูกจับมีน้อย
โดยเฉพาะนักล่อลวงที่มักปลอมตัวเป็นเด็กด้วยกัน
เพื่อสร้างความไว้วางใจจากเด็กจริงๆ
รวมถึงผู้ผลิตสื่อลามกเด็ก
มักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกับผู้ที่ชอบละเมิดทางเพศกลุ่มเด็กเล็ก
สำหรับภัยหลักทางอินเทอร์เน็ตของเด็กนั้น
งานวิจัยระบุว่าเป็นภัยทาง "แชทรูม" (ห้องสนทนา)
โดยกลุ่มคนวิปริตที่ชอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็ก
จะปลอมตัวเป็นเด็ก
แล้วหลอกลวงเพื่อพูดคุยกับเด็กจริงๆ
พร้อมกับโน้มน้าวให้เด็กออกไปพูดคุยกันในห้องแชทส่วนตัว
จนกระทั่งเด็กเกิดความไว้วางใจ
และหลอกถามข้อมูลส่วนตัวต่างๆ
เช่น อยู่โรงเรียนอะไร บ้านอยู่ที่ไหน
เพื่อเป็นข้อมูลในการลักพาตัวเด็ก
ด้าน พ.ต.อ.สุรัศมิ์ อุดมรัตน์
ผกก.กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน (กก.สด.)
กล่าวถึงปัญหาเด็กถูกล่อลวง
ทางอินเทอร์เน็ตโดยวิธีการสนทนาออนไลน์ว่า
ขณะนี้ กก.สด.ได้รับแจ้งความจากผู้ปกครองว่า
มีเด็กหายออกจากบ้านประมาณ 70 ราย
ส่วนที่ได้หลักฐานว่าเกิดจากการล่อลวงทางอินเทอร์เน็ต
ขณะนี้มี 2-3 รายแล้ว
ทั้งนี้ กก.สด.กำลังติดตามเด็กหญิงอายุ 15 ปี
ที่ถูกล่อลวงจากการพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ต
ส่วนบทลงโทษผู้ล่อลวงเด็กผ่านอินเทอร์เน็ตยังไม่มี
มีเพียงกฎหมายทำอนาจารเด็ก
ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษสูงสุดติดคุกตลอดชีวิต
แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 15-18 ปี
มีโทษจำคุก 2-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท
"เด็กที่ชอบแชทมักขาดที่พึ่ง
พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่มีที่ระบายความรู้สึก
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะถูกชักจูงได้ง่าย ถ้านัดชวนกินข้าวก็ไป
แต่ไม่รู้เลยว่าผู้ชายจะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง
บางรายนัดเจอกันวันแรกก็ถูกพาเข้าโรงแรมม่านรูดเลย
แต่ถ้าเราจะควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต ก็ควบคุมยาก
ตราบใดที่ยังสนใจแต่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว
คนในสังคมใช้เงินเลี้ยงลูก
ไม่มีการพัฒนาจริยธรรม คุณธรรมควบคู่กัน" พ.ต.อ.สุรัศมิ์ กล่าว
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ วุฒิสภา
กล่าวว่า ทางกรรมาธิการกำลังออก
พ.ร.บ.การป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ซึ่งสำนักกฤษฎีกากำลังพิจารณาอยู่ ก่อนผ่านรัฐสภาเห็นชอบ
เชื่อว่าสามารถช่วยป้องกันปัญหาความผิด
เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งใน พ.ร.บ.จะกำหนดความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับการโหลดภาพไม่ดี
การเปิดห้องสนทนา ตลอดจนการตัดต่อภาพที่ไม่ดีลงในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
โดยมีกองตรวจและจัดการเกี่ยวกับความผิดทางอินเทอร์เน็ต
โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ปัญหาขณะนี้คือ
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบเรื่องนี้เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น
"ส่วนปัญหาการล่อลวงจากการสนทนาออนไลน์ หรือแชท
ถือว่ามีความยากลำบากในการตรวจสอบมากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน
ชักชวนกันไปไหน คล้ายกับการคุยโทรศัพท์ เว้นเสียแต่ว่ามีการกระทำผิดแล้ว
จึงสามารถเอาผิดตามกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองต้องคอยดูแลตักเตือนให้ความรู้และโทษของการแชท
ซึ่งเป็นการป้องกันสิ่งที่จะล่อลวงที่แอบแฝงมาทางอินเตอร์เน็ตได้ดีที่สุด"
นายวัลลภ กล่าว
http://www.komchadluek.net/news/2005/05-23/p1-17450277.html
ดึก ๆ ค่อยเข้าว่ากันต่อ... :P
ปล. ตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ วันนี้เตรียมขนของย้ายเข้าหอใหม่ครับ